แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - powad1208

หน้า: [1] 2 3
1

ขายยากษัยเส้น สารอาหารของอะโวคาโดอะโวคาโดมีประโยชน์ต่อสุขภาพ เนื่องจากว่าอุดม56u6ไปด้วยวิตามิน รวมทั้งเกลือแร่ต่างๆอาทิเช่น- วิตามินอี บำรุงผิวพรรณ ลดไขi;มันy'/[p'y;pตันจำหน่ายากษัยเส้นในเส้นโลหิต- สารต้านอนุมูลอิสระ ชy'o['ะลอค;op;วามชราภาพ ลดrlpoop'ควา8yy;0;มเสี่ยงของโรคมะเร็ulkiง- โพแทสเซียม ลดความดันโลหิต- โฟเลท ลดระดับความดันโลหิต- วิตามินเl;oipอ บำรุงสายตา- วิตามินopบี แก้อาการเหน็บชา- y8p0'วิตามินซี ป้องกันโรคi;หtkjkiuol;วัด บำรุงiy;น กรดrkiulekไขมันดี ประเภทtkiไม่อิ่มตัว ซึ่งเป็นชนิuดเดียวกันy;9';98กับน้ำdkiulilมันที่สกัดจากมะกอก ช่วยลjku;opilop'ดคอเลสเตอรอลในเลือด รวมทั้งป้องกันโรคหัวใจได้t- สารแคโรทีนอยด์ต่างๆถึง 11 จำdeko;i;muykukพวก โดยจะพบบ่อยรอบๆพื้นที่เป็นสีเขีย';oวเข้มที่dsjykykykติดกับใต้เปลือกเป็นต้นได้รับสารอาหารที่มีคุณประโยชน์จำหน่ายากษัยเส้นมาoi;กที่สุด?1. ผ่าครึ่ง โดยใช้มีดกดตามแนวยาว จนมีดติgtlio;ดเมล็ด แล้วดันมีดออกไปรอบๆ2. ใช้มือบิดอะโวคาโดให้[เนื้อหลุดออกekui;opมาจากกัน3. ขายยากษัยเส้นใช้มีดสับบนเม็ดเบาๆให้มีดติดเมล็ด แล้วบิดมีดrli;k;l'ให้เม็ดหลุดติดมีดออกมา4. ผ่าครึ่งเนื้ออะโวคาโดอีกที5. ใช้มือดึงเปลือกอะโวคาโดออกมา แทdui;li'p[djuyนการใช้ช้อนขูดเก็บอะโy;lop;วคาโดอย่างไร ไม่ให้ดำ?อะโวคาโดก็เสมืtlนผลไม้หลายๆประเภdk9;ท ที่แม้ว่าจะเfloi';p['ก็บไว้ในตู้เย็น ก็อาจก่อให้สีของเนื้อrl9igfkแปรไปเป็นสีน้ำตาล เนื่องจากว่าเนื้อผลไม้จะเกิดปฏิกิริยาออกซิเดyilioชั่น ที่เluloi;กิดขึ้นมาจากสารประกอบที่อยู่ในt7k8;;อะโวคาโดที่เรียกว่า ฟินอล เจอกับอากาศขายยากษัยเส้น กลายเป็นสาlio;o;op'รประกอบที่มีชื่อว่า ควิโนน เมื่อควิโนนจับกุมกันเป็นโพลีเมอร์ที่มีโมเp'ppลกุลใหญ่ขึ้น ก็จะเกิดเป็นเม็ดสีที่เรียกว่า เมลานิน นั่นเอง;;

Tags : ขายยากษัยเส้น

2

บัวบก
ใบบัวบกสมุนไพรจีนโบราณที่ได้ยินชื่อกันมานาน นี่คือ สรรพคุณของใบบัวบกที่ทราบแล้วจะต้องรักเจ้าสมุนไพรนี้ยิ่งกว่าเดิม
          เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยก็คงจะเคยได้ยินกันมานักต่อนักว่าเวลาช้ำในให้ดื่มน้ำใบบัวบก เพราะจะช่วยให้หายจากอาการช้ำในเร็วขึ้น แม้กระนั้นหารู้ไม่ว่าที่จริงแล้วเจ้าสมุนไพรที่มีนามว่าใบบัวบก ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนที่ประยุกต์ใช้กันตั้งแต่โบร่ำโบราณนั้นก็ยังมีสรรพคุณฯลฯ ทั้งช่วยบำรุงรักษาสุขภาพ รักษาโรค หรือแม้แต่ช่วยบำรุงรักษาความสวยสดงดงาม อยากทราบกันแล้วใช่ไหมล่ะว่าใบบัวบก สมุนไพรที่เชิญให้รู้สึกเหม็นเขียวจะมีสรรพคุณอะไรดีๆอีกบ้าง งั้นลองไปดูที่เราถือมานำเสนอในวันนี้กันดีกว่า บอกได้คำเดียวเลยว่า เข้าใจแล้วต้องลืมกลิ่นเขียวๆพวกนั้นไปเลยแน่ๆ

  • ขจัดปัญหาเส้นเลือดขอด


          เมื่อหลอดเลือดสูญเสียความยืดหยุ่นก็ทำให้หลอดโลหิตดำมีการฉีกขาดแล้วก็ทำให้เลือดไหลออกมาคั่งอยู่บริเวณขา เป็นต้นเหตุที่ทำให้มีการเกิดอาการบวมที่เรียกว่าอาการเส้นเลือดขอดนั่นเอง โดยมีการเรียนรู้พบว่าการรับประทานใบบัวบก สามารถลดอาการบวมและก็กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ดียิ่งขึ้น โดยในการศึกษาวิจัยนั้นได้กระทำการทดลองกับอาสาสมัครกว่า 90 คน ที่มีลักษณะอาการของเส้นโลหิตขอด รวมทั้งเมื่อกินใบบัวบกเข้าไปรวมทั้งพบว่าอาการเส้นโลหิตขอดนั้นดียิ่งขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่กินยาหลอก และเมื่อกระทำอัลตราซาวด์ก็พบว่าผู้ที่รับประทานใบบัวบกมีการรั่วไหลของหลอดเลือดดำลดน้อยลงค่ะ

  • สมานแผลและก็รักษาโรคผิวหนังบางจำพวก


          หนึ่งในสารสำคัญที่ทำให้ใบบัวบกแปลงเป็นสมุนไพรที่มากสรรพคุณก็คือสารสามเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ที่มีการเล่าเรียนกับสัตว์แล้วพบว่าสามารถช่วยสมานรอยแผลได้ นั่นก็เป็นเพราะว่าสารดังที่ได้กล่าวมาแล้วจะปฏิบัติภารกิจสำหรับในการเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้กับบาดแผล รวมทั้งช่วยกระตุ้นให้เลือดไหลเวียนไปยังรอบๆรอยแผลมากยิ่งขึ้น ทำให้รอยแผลเบาๆหายในระยะเวลาที่ลดลง ทั้งสารจากใบบัวบกก็ยังช่วยคุ้มครองป้องกันการเกิดแผลเป็นได้อีกด้วย วิธีการใช้ก็ไม่จำเป็นที่ต้องนำใบบัวบกมาตำแล้วพอกให้ยาก เนื่องจากว่าในขณะนี้มีแบบที่เป็นครีมผสมสารสกัดไว้ทาโดยยิ่งไปกว่านั้น แค่เพียงเลือกให้เหมาะกับประเภทรอยแผลก็ช่วยได้มากเลยล่ะ

  • ระบายความร้อน


          ความร้อนภายในร่างกายแม้สูงมากเกินความจำเป็นอาจจะส่งผลให้ร่างกายกำเนิดลักษณะของการมีไข้ ตัวร้อน อยากกินน้ำ ตลอดจนการอักเสบ โดยเหตุนี้การรับประทานใบบัวบกที่มีฤทธิ์เย็น จึงสามารถช่วยลดความร้อนในร่างกายได้ ทั้งยังยังช่วยขับพิษร้อนออกมาจากร่างกายได้อีกด้วย

  • ขับพิษร้อน รวมทั้งความชื้น


          โรคต่างๆที่เกิดขึ้นมาจากความร้อนรวมทั้งความชื้น เช่น โรคตับเหลือง นิ่วในทางเดินปัสสาวะ หรือโรคบิด สามารถบรรเทาได้ด้วยการกินใบบัวบก เพราะว่าใบบัวบกนั้นมีฤทธิ์ขมเย็น สามารถช่วยสลายความชื้นภายในร่างกายและขับความร้อนออกมาได้ แต่ว่าก็ควรจะกินในจำนวนที่สมควร เพราะว่าถ้าเกิดรับประทานมากๆอาจทำให้ร่างกายเย็นกระทั่งเหลือเกินและมีอันตรายได้
สรรพคุณใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • ลดความกระวายกระวน ช่วยให้จิตใจสงบ


          สารไตรเตอร์ปินอยด์ (Triterpenoids) ซึ่งเป็นสารที่อยู่ในใบบัวบกนั้น นอกจากจะช่วยสำหรับในการสมานแผลแล้วก็รักษาโรคผิวหนังบางจำพวกได้แล้วก็ยังมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการลดความกระวนกระวายแล้วก็ช่วยกระตุ้นกลไกรูปแบบการทำงานของสมอง โดยมีการเรียนหนึ่งพบว่าผู้ที่กินใบบัวบกมีแนวโน้มที่จะตกใจกับเสียงรบกวนน้อยกว่าผู้ที่กินยาหลอก แต่ว่าก็ต้องใช้ในจำนวนที่สูงมากมาย ก็เลยยังไม่มีการรับรองแน่ชัดว่าควรจะใช้ปริมาณใดจึงจะเห็นผลและไม่มีผลใกล้กันต่อร่างกายตามมาจ้ะ

  • รักษาโรคหนังแข็ง


          เพราะเหตุว่าใบบัวบก มีฤทธิ์ในการลดการอักเสบต่างๆภายในร่างกาย จึงสามารถใช้บรรเทาอาการของผู้เจ็บป่วยโรคหนังแข็งได้ โดยมีการเรียนรู้กับผู้หญิง 13 ผู้ที่มีลักษณะอาการของโรคหนังแข็งพบว่า การใช้ใบบัวบกสามารถลดอาการปวดตามข้อ รวมทั้งลดการเกิดหนังแข็ง และทำให้การเคลื่อนไหวของนิ้วมือเป็นไปในทางที่ แต่ว่าทั้งนี้ก็จะต้องอยู่ในจำนวนที่หมอควบคุมแค่นั้น

  • ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ


          คนไหนกันที่มักจะนอนไม่หลับบ่อยๆลองหาใบบัวบกมารับประทานดีแล้วเหมือนกันนะ เพราะว่าใบบัวบกไม่เพียงแค่ช่วยลดความกระวายกระวนแค่นั้น แต่ก็ยังช่วยทำให้จิตใจสงบรวมทั้งบรรเทาลงได้ ทำให้สามารถนอนหลับได้ง่ายดายมากยิ่งขึ้น โดยแค่เพียงรับประทานเป็นประจำก่อนนอน ก็จะสามารถช่วยให้การนอนได้อย่างน่าแปลกเลย
คุณประโยชน์ใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • ลดระดับความดันโลหิต


        กรมความเจริญหมอแผนไทยแล้วก็การแพทย์หนทาง ได้ออกมาเสนอแนะว่าใบบัวบกยอดเยี่ยมในสมุนไพรที่ช่วยลดระดับความดันเลือดได้ เพราะเหตุว่าเจ้าใบบัวบกนั้นจะไปทำให้หลอดเลือดดำแล้วก็เส้นเลือดฝอยแข็งแรงขึ้น อีกทั้งยังช่วยลดภาวการณ์ความเคร่งเครียดอันเป็นสาเหตุที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความดันโลหิตสูง ดังนี้ขั้นตอนการกินก็ง่ายๆ แค่เพียงนำใบบัวบกไปคั้นน้ำแล้วเอามาดื่ม จะนำไปผสมกับน้ำผึ้งสักนิดหน่อย หรือผสมกับน้ำผลไม้อื่นๆเพื่อลดความเหม็นเขียวก็ทำเป็นค่ะ

  • ลดอาการบวม


          อาการบวมช้ำเกิดจากการที่ระบบไหลเวียนเลือดบริเวณดังกล่าวมาแล้วข้างต้นปฏิบัติงานเปลี่ยนไปจากปกตินำมาซึ่งอาการคั่งของเลือด การกินใบบัวบกไม่ว่าจะเป็นแบบน้ำคั้นดื่ม หรือแบบที่เป็นสารสกัดแคปซูล สามารถช่วยลดอาการบวมช้ำบริเวณบาดแผลได้ แล้วก็ยังลดอาการอักเสบที่ก่อให้เกิดอาการบวมได้อีกด้วย

  • บำรุงสมอง


          ใบบัวบกเป็นพืชอีกชนิดที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงช่วยคุ้มครองป้องกันสารอนุมูลอิสระเข้าไปทำลายเซลล์สมอง รวมถึงช่วยคลายความอ่อนแรงของสมอง เพิ่มหลักการทำงานของสมองแล้วก็ความจำ แถมยังสามารถลดภาวการณ์เซื่องซึม แล้วก็สามารถช่วยยั้งลักษณะของโรคอัลไซเมอร์ที่เกิดขึ้นในสมองได้
สรรพคุณใบบัวบก ประโยชน์เลอค่า

  • รักษาอาการติดโรค


          ใบบัวบกเป็นสมุนไพรอีกหนึ่งประเภทที่ช่วยรักษาโรคไข้หวัดได้อย่างมีคุณภาพ แถมช่วยรักษาอาการติดเชื้อในทางเดินเยี่ยว และอาการติดเชื้อแบคทีเรียและก็เชื้อไวรัสต่างๆได้อีกเยอะแยะ เรียกได้ว่าไม่ว่าจะติดเชื้อโรคอะไรก็ตาม ใบบัวบกสามารถช่วยรักษาได้หมด แต่ว่าทั้งนี้ก็จำต้องใช้ในปริมาณที่สมควร แล้วก็ภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญนะ

  • ทุเลาอาการอ่อนแรง


          นอกจากรักษาอาการป่วยต่างๆแล้ว ใบบัวบกยังสามารถช่วยฟื้นฟูร่างกายจากความอ่อนเพลียได้ รวมทั้งถ้าหากกินในตอนอากาศร้อนๆด้วยละก็ น้ำใบบัวบกก็สามารถช่วยลดความร้อนภายในร่างกายแล้วก็ดับกระหายได้เป็นอย่างดีเลยเชียวล่ะ

สรรพคุณใบบัวบก ผลดีเลอค่า

  • บำรุงผิวพรรณให้อ่อนเยาว์


          ใบบัวบก เป็นอีกหนึ่งในสมุนไพรเพื่อความสวยงามที่อยู่ใกล้ตัวมากมายๆที่เป็นแบบนี้ก็เนื่องจากใบบัวบกมีสารที่ช่วยสนับสนุนการผลิตคอลลาเจนรวมทั้งอิลาสตินในร่างกาย ช่วยทำให้ผิวพรรณนุ่มชุ่มชื้น ดูอ่อนเยาว์ นอกเหนือจากนี้สารต้านอนุมูลอิสระในใบบัวบกก็ยังช่วยยั้งการเกิดริ้วรอยที่วัย จึงไม่น่าแปลกเลยล่ะถ้าเกิดคุณจะได้เห็นชื่อของเจ้าใบบัวบกเป็นเยี่ยมในส่วนประกอบของเครื่องประทินโฉมผิว ดังนี้ยังสามารถนำใบบัวบกสดๆมาใช้พอกหน้าได้อีกด้วย โดยมีวิธีดังต่อไปนี้ค่ะ
           - ใบบัวพอกหน้า บำรุงผิวสวยใส ลบรอยตีนกา
วิธีทำ

  • นำใบบัวบกสดมาล้างชำระล้าง แล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ
  • เอามาปั่นหรือบดกับน้ำที่สะอาด 1 แก้ว
  • นำมาพอกหน้า หรือนำสำลีชุบน้ำใบบัวบกขึ้นมาทาให้ทั่วบริเวณใบหน้า ทิ้งเอาไว้ประมาณ 15 นาที
  • ล้างออกด้วยน้ำเย็น ทำบ่อยเป็นประจำทุกเมื่อเชื่อวันก่อนนอนจะช่วยให้บริเวณใบหน้าดูอ่อนกว่าวัย
  • กำจัดเซลลูไลท์


          สาวๆที่กังวลใจกับเซลลูไลท์ที่เป็นศัตรูความสวยสดงดงามของคุณผู้หญิงอยู่ ขอบอกใบบัวบกช่วยคุณได้ค่ะ แค่เพียงกินใบบัวบกเป็นประจำก็จะสามารถช่วยทำให้เซลล์ไขมันเซลลูไลท์ถูกขับออกมาจากร่างกายได้ง่ายขึ้น แล้วก็ช่วยทำให้ระบบไหลเวียนเลือดดำเนินงานเจริญขึ้น และก็ลดการอักเสบอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเซลลูไลท์ได้อีกด้วยล่ะ

  • บำรุงเส้นผมและก็หนังหัว


          หลายคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับผมร่วงก็คงค้นหาทุกวิธีเพื่อบำรุงให้เส้นผมและก็หนังศีรษะแข็งแรงเพื่อได้มีผมดกดำ ใบบัวบกก็เป็นอีกสมุนไพรหนึ่งที่มีคุณประโยชน์สะดุดตาในด้านนี้ โดยปัญหาผมร่วงจำนวนมากก็มีสาเหตุจากรากผมที่อ่อนแอและการไหลเวียนของเลือดบนหนังศีรษะไม่ดี ซึ่งใบบัวบกนี้มีฤทธิ์สำหรับการกระตุ้นการไหลเวียนเลือดรอบๆหนังศีรษะ และก็ยังช่วยทำนุบำรุงให้รากผมแข็งแรง คุ้มครองปกป้องผมหล่นทำให้ผมที่ขึ้นใหม่มีความแข็งแรงแล้วก็ดกดำเงางามได้โดยไม่ต้องพึ่งสารเคมีแต่อย่างใด
          ได้มองเห็นประโยชน์ดีๆของใบบัวบกกันไปแล้วแบบนี้ ผู้ใดกันที่ยังสั่นหน้าให้กับกลิ่นเขียวๆของใบบัวบก ก็น่าจะทดลองหันกลับมาดูเสียใหม่ แม้อาจจะมีกลิ่นฉุนไปเสียหน่อย แม้กระนั้นประโยชน์ที่ได้รับดีแล้วไม่น้อยเลย ถ้าเกิดไม่ทดลองเสียดายห่วยแตกเลยนะ http://www.disthai.com/

3

รากสามสิบ
รากสามสิบ คุณประโยชน์ ว่านสามสิบ หนังสือเรียนยาประจำถิ่น ใช้ ต้นหรือราก ต้มน้ำดื่ม แก้แท้งลูก รวมทั้งโรคคอพอก ราก มีรสขื่นเย็น กินเป็นยาแก้พิษร้อนในกระหายน้ำ แก้ปวดเมื่อย ครั่นตัว ฝนทาแก้พิษแมลงป่องกัดต่อย แก้ปวดฝี ทำให้เย็น ถอนพิษฝี พิษปวดแสบปวดร้อน ช่วยบำรุงรักษาเด็กในท้อง บำรุงตับ ปอด บำรุงกำลัง ผสมกับเหง้าขิงป่า รวมทั้งต้นจันทน์แดงผสมสุราโรงใช้เป็นยาแก้วิงเวียน ทั้งต้นหรือราก ต้มน้ำกิน แก้ตกเลือด รวมทั้งโรคคอพอก ผล มีรสเย็น ปรุงเป็นยาแก้พิษไข้เซื่องซึม แก้พิษไข้กลับ ไข้ซ้ำ มักใช้ร่วมกับผลราชดัด เพื่อดับพิษไข้จากบิดเรื้อรัง
รากสามสิบ สนับสนุนความรัก แล้วก็ กระชับความเกี่ยวข้องให้ชีวิตแต่งงาน คลายกล้ามของมดลูก บำรุงหัวใจ ,แก้การอักเสบ ,บำรุงเลือด แก้ปวดระดู ระดูมาไม่ดีเหมือนปกติ ลดสภาวะมีลูกยาก เสริมฮอร์โมนเพศหญิง กระชับช่องคลอด ช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่เร็ว บำรุงผิวพรรณ ลดสิวฝ้า ชลอความแก่ แก้อาการวัยทอง
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Asparagus racemosus Willd.
ตระกูล : Asparagaceae
ชื่ออื่น : สาวร้อยสามี รากศตวารี จ๋วงเครือ (เหนือ) ผักชีช้าง (จังหวัดหนองคาย) ผักหนาม (นครราชสีมา) สามร้อยราก (กาญจนบุรี) สามสิบ ชีช้าง จั่นดิน ม้าสามต๋อน
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ไม้เลื้อย เนื้อแข็ง ลำต้นสีเขียว มีหนามแหลม มักเลื้อยพันตันไม้อื่น เลื้อยยาว 1.5-4 เมตร เถากลมเรียบ เถาอ่อนเป็นเหลี่ยม ตามข้อเถามีหนามแหลม มีเหง้าและก็รากใต้ดินออกเป็นกระจุกเหมือนกระสวยออกเป็นพวงคล้ายรากกระชาย อวบน้ำ เป็นเส้นกลมยาว โตกว่าเถามาก ลำต้นมีหนาม เถาเล็กเรียว กลม สีเขียว ใบโดดเดี่ยว แข็ง ออกรอบข้อ เป็นฝอยเล็กๆคล้ายหางกระรอก สีเขียวดก หรือเป็นกลุ่ม 3-4 ใบ เรียงแบบสลับ ใบรูปเข็ม กว้าง 0.5-1 มิลลิเมตร ยาว 3-6 ซม. แผ่นใบมักโค้ง สันเป็นสามเหลี่ยม มี 3 สัน ปลายใบแหลม เป็นรูปเคียว โคนใบแหลม มีหนามที่ซอกกลุ่มใบ ก้านใบยาว 13-20 ซม. ช่อดอก ออกที่ปลายกิ่งหรือซอกใบ แบบช่อกระจะ ยาว 2-4 เซนติเมตร ดอกย่อย สีขาว ขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม มี 12-17 ดอก ก้านดอกย่อย ยาวโดยประมาณ 2 มม. กลีบรวม มี 6 กลีบ เชื่อมกันเป็นหลอดรูปดอกเข็ม ปลายแยกเป็นแฉก ส่วนหลอดยาว 2-3 มิลลิเมตร ส่วนแฉกรูปช้อน ยาว 3-4 มิลลิเมตร กลีบดอกไม้บางรวมทั้งย่นย่อ เกสรเพศผู้ เชื่อมแล้วก็อยู่ตรงข้ามกลีบรวม ขนาดเล็กมี 6 อัน ก้านยกอับเรณูสีขาว อับเรณูสีน้ำตาลเข้ม รังไข่รูปไข่กลับ ยาวโดยประมาณ 1 มม. อยู่เหนือวงกลีบ มี 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 2 เมล็ด หรือมากยิ่งกว่า ก้านเกสรเพศเมียสั้น ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็นสามแฉกขนาดเล็ก ผลสด ค่อนข้างกลม หรือเป็น 3 พู ผิวเรียบวาว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-6 มม. ผลอ่อนสีเขียวเมื่อสุกสีแดงหรือม่วงแดง เมล็ดสีดำ มี 2-6 เมล็ด มีดอกตอนม.ย.ถึงมิถุนายน เจอตามป่าโปร่ง หรือเขาหินปูน
สาวร้อยสามีหรือรากสามสิบ เป็นสมุนไพรไทยมีรสขนมหวานเย็น ที่ซ่อนเร้นไปด้วยคุณประโยชน์ขนานเอก บำรุงเครื่องเพศในสตรี และยังเสริมสมรรถภาพทางเพศให้แก่บุรุษ
นิยมนำส่วนของใบอ่อน ยอดอ่อน ผลอ่อน ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือนผักชีลาว มารับประทานเป็นผัก และก็นำส่วนของรากที่มีลักษณะเหมือนกระชาย แต่ว่ามีขนาดใหญ่และก็ยาวกว่าทั้งยังมีกลิ่นหอม มาใช้ดองยาสมุนไพร ชูกำลังในสตรีด้วยสรรพคุณที่สอดคล้องกับชื่อที่เรียกขานกันว่า สาวร้อยผัว ที่สื่อความหมายได้ว่า ไม่ว่าสาวใด อายุเยอะแค่ไหน อยู่ในวัยมีระดูหรือหมดรอบเดือนก็ตาม แม้ได้ทานหัวพืชชนิดนี้เป็นประจำ จะช่วยทำให้ดูเป็นสาวกว่าวัย มีพลังทางเพศ และยังช่วยเพิ่มขนาดของหน้าอก ด้วยแนวทางนำรากสดมาต้มกินหรือจะนำรากไปตากแห้ง แล้วเอามาบดเป็นผงปั้นเป็นลูกกลอนผสมกับน้ำผึ้งรับประทานก็ได้เหมือนกันตามตำราอายุรเวท มีการใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในผู้หญิง ช่วยทำให้สตรีกลับมาเป็นสาวได้อีกครั้ง
ในอินเดียก็เรียกสมุนไพรประเภทนี้คล้ายกับเมืองไทย โดยในภาษาสันสกฤต เรียกว่า ศตาวรี (Shtavari) แปลว่า ต้นไม้ที่มีรากหนึ่งร้อยราก หรือบางตำราเรียนบอกว่าคือ สตรีที่มีร้อยผัว “Satavari” (this is an India word meaning’a woman who has a hundred husbands) รากสามสิบเป็นสมุนไพรที่ถูกเอ๋ยถึงในตำรา พระเวท ซึ่งเป็นคำภีร์ที่มีมาก่อนอายุรเวทด้วย จึงคงจะถือได้ว่าเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มานานหลายพันปีแล้ว และก็ในประเทศอินเดียใช้ รากสามสิบ ทำเป็นขนมหวานเหมือนกันกับประเทศไทย
ในแบบเรียนอายุรเวทใช้รากสามสิบเป็นสมุนไพรหลักสำหรับบำรุงในเพศหญิง สำหรับในการทำให้ผู้หญิงกลับมาเป็นสาว (Female rejuvention) ยิ่งกว่านั้นยังช่วยขจัดปัญหาอื่นๆของสตรีดังเช่นว่า สภาวะระดูไม่ปกติ ปวดระดู สภาวะมีลูกยาก ตกขาว ภาวะอารมณ์ทางเพศเสื่อมถอย สภาวะหมดปะจำเดือน(menopause) และก็ใช้บำรุงนมบำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้ง (habitual abortion) และก็อาการที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆของสตรี
ถึงแม้สมุนไพรชนิดนี้จะเด่นต่อสตรีเพศแล้ว ในอินเดียยังใช้สำหรับในการเพิ่มพลังทางเพศให้กับเพศชายอีกด้วย ซึ่งก็อาจจะคล้ายกับทางภาคเหนือของไทยที่ใช้สาวร้อยสามี หรือที่เรียกในภาคเหนือว่า “ม้าสามต๋อน” เป็นยาดองเพื่อเพิ่มพลังทางเพศชาย และก็ยังใช้เพื่อคุณประโยชน์ทางยาอื่นๆอีกมาก เช่น ยาแก้ไอ ยารักษาโรคกระเพาะ ยาแก้บิด แก้ไข้ แก้อักเสบ ซึ่งจัดได้ว่าสมุนไพรประเภทนี้เป็นสมุนไพร ที่ใช้สูงที่สุดในประเทศอินเดีย เดี๋ยวนี้มีสารสกัดด้วยน้ำ ของรากสามสิบ จากอินเดียไปขายที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในลักษณะเป็น dietary supplement หรือพวกอาหารเสริมที่สามารถขายได้ ทั่วไปไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์

คุณประโยชน์สมุนไพรรากสามสิบ (รากศตวารี)
ช่วยสร้างสมดุล แก่ระบบฮอร์โมนผู้หญิง
แก้ปวดเมนส์
แก้รอบเดือนมาไม่ปกติ
แก้อาการตกขาว
แก้ไขปัญหาช่องคลอดอักเสบ ช่วยขจัดกลิ่นในช่องคลอด
ช่วยทำให้ช่องคลอดกระชับ
จัดการกับปัญหาการมีบุตรยาก ปกป้องการแท้งบุตร
บำรุงน้ำนม
ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็ว
ช่วยระบาย ขับเยี่ยว
ลดกลิ่นเต่า กลิ่นปาก
ช่วยเพิ่มขนาดหน้าอก และก็บั้นท้าย
กระชับรูปทรง
ช่วยลดไขมันส่วนเกิน
ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
บำรุงเลือด และบำรุงหัวใจ
บำรุงฮอร์โมนเพศ
บำรุงผิวพรรณ
ลดสิว ลดฝ้า ช่วยผิวขาวใส
แก้อาการวัยทอง ชะลอความแก่
ใช้รักษาโรคตับ ปอดทุพพลภาพ
ชูกำลัง แก้กษัย
ข้อพึงระวังสำหรับเพื่อการใช้รากสามสิบ
รายงานการวิจัยทางวิทยาศาสตร์พบว่ารากสามสิบมีฤทธิ์ราวกับฮอร์โมนเอสโตรเจน โดยเหตุนี้ก็เลยห้ามประยุกต์ใช้ในสตรีที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็ง อาทิเช่น ผู้ป่วยโรค uterine fribrosis หรือ fibrocystic breast
ผลจากการศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยสมุนไพรรากสามสิบ
การศึกษาเล่าเรียนในหนูแรทของสารสกัดรากด้วยเอทานอลต้นรากสามสิบ แบ่งเป็น 2 ช่วงเป็นตอนกะทันหัน และก็ช่วงยาวต่อเนื่อง
โดยการเรียนในระยะกะทันหันป้อนสารสกัดเอทานอลต้นรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัม ให้กับหนูแรทที่ไม่เป็นเบาหวาน และก็หนูแรทที่เป็นเบาหวานจำพวกที่ 1 แล้วก็ ชนิดที่ 2 พบว่าไม่มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด แม้กระนั้นช่วยให้ทนต่อการเพิ่มขึ้นของกลูโคส (glucose tolerance) ในนาทีที่ 30 ดีขึ้น รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนตอนยาวสม่ำเสมอโดยป้อนสารสกัดเอทานอลรากสามสิบขนาด 1.25 กรัม/กิโลกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 28 วัน ให้กับหนูที่เป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ในช่วงเวลาที่หนูโรคเบาหวานกรุ๊ปควบคุมได้รับน้ำในขนาดที่เท่ากัน พบว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ รวมทั้งเพิ่มระดับของอินซูลิน 30% เมื่อเทียบกับกลุ่มเบาหวานควบคุม นอกจากนี้ยังเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มระดับอินซูลินในตับอ่อน รวมทั้งเพิ่มกลัยโคเจนที่ตับเมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปโรคเบาหวานควบคุม จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือดของสารสกัดรากสามสิบน่าจะเป็นผลมาจากการขัดขวางการย่อยรวมทั้งการดูดซึมสารคาร์โบไฮเดรต แล้วก็การเพิ่มการหลั่งอินซูลิน ซึ่งต้นรากสามสิบคงจะมีคุณประโยชน์สำหรับการเอามารักษาคนป่วยโรคเบาหวานได้
ที่มา : หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร ที่ทำการข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล http://www.disthai.com/

4

กระเทียม
สรรพคุณกระเทียม
ปรับความดันเลือดให้อยู่ในระดับปกติ
ลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด
ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด จึงเหมาะกับคนเจ็บโรคเบาหวาน
บำรุงเลือด คุ้มครองป้องกันอาการโลหิตจาง
เพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ป้องกันโรคหัวใจ
ลดอาการท้องผูก ทำให้ระบบขับถ่ายดำเนินงานเจริญขึ้น
ช่วยขับลม แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง
คุ้มครองปกป้องไข้หวัด ยับยั้งการเติบโตของไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และลดความเสี่ยงสำหรับการเป็นโรคโรคมะเร็ง
chopped-garlicsiStock
กระเทียม กับ 10 ผลดีดีๆที่เราอยากให้คุณทานวันแล้ววันเล่า
วิธีทานกระเทียมให้ได้ประโยชน์
สารอัลลิสินในกระเทียมที่มีคุณประโยชน์ต่อสถาพทางร่างกายของพวกเรา จะต้องผ่านการหั่น สับ ตี หรือบด ควรต้องหั่น สับ ทุบ หรือบดกระเทียมก่อนนำมาทำกับข้าว 5-10 นาที ขึ้นรถอัลลิสินนี้จะไม่สลายหายไปเมื่อถูกความร้อน เพราะฉะนั้นจะทานสด หรือจะปรุงอาหารในน้ำมันก็ช่างเถิด
จำนวนกระเทียมที่ควรจะทานต่อวัน
ในวัยผู้ใหญ่สามารถทานกระเทียมได้ราว4 กรัมต่อวัน แม้กระนั้นไม่ควรทานมากเกินกว่านี้ต่อเนื่องกันเกิน 10 วัน เพราะว่าจะเพิ่มความเสี่ยงภาวะเลือดแข็งตัวช้า  หรือเลือดไหลไม่หยุดเมื่อเกิดรอยแผล
แนวทางเลือกซื้อกระเทียมมาทำอาหาร
ควรที่จะเลือกกระเทียมที่หัวแน่นๆไม่ฝ่อ เปลือกบาง เนื้อสีเหลืองอ่อน สด ไม่เน่า ไม่มีราขึ้น แล้วก็หากอยากได้รสของกระเทียมแบบแรงๆควรที่จะทำการเลือกกระเทียมหัวเล็กๆ
ว่าแล้วของกินมื้อต่อไปก็บอกให้กุ๊กพ่อครัวใส่กระเทียมลงไปในอาหารให้ด้วยนะคะ แม้กระนั้นระวังนิดหน่อย หากทานกระเทียมมากมายๆโดยยิ่งไปกว่านั้นกระเทียมสด อาจมีลักษณะการเจ็บคอคราวหลัง รวมทั้งอย่าลืมระแวดระวังกลิ่นปากกันด้วยจ้ะ เดี๋ยวจะกล่าวหาไม่เตือนนะ
ลักษณะทั่วไปของกระเทียม
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกประเภทกินหัว ลำต้นสูง 1-2 ฟุต มีหัวลักษณะกลมแป้นขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1-2 นิ้ว ด้านนอกของหัวกระเทียมมีเปลือกบางๆห่อหุ้มอยู่หลายชั้น ข้างในหัวประกอบแกนแข็งกึ่งกลาง ข้างนอกเป็นกลีบเล็กๆจำนวน 10-20 กลีบ เนื้อกระเทียมในกลีบมีสีเหลืองอ่อนแล้วก็ใส  มีน้ำเป็นส่วนประกอบสูง มีกลิ่นแรงจัด
ลำต้นและหัวกระเทียมสด
แหล่งเพาะปลูก
กระเทียมสามารถปลูกได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศไทย แต่นิยมนำมาปลูกกันมากมายทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เนื่องจากว่ามีภาวะดินและสถานการณ์อากาศที่เหมาะอย่างยิ่งกว่าภาคอื่นๆทำให้กระเทียมเติบโตเจริญ เห็นผลผลิตสูงแล้วก็มีรสชาติที่ดีกว่า

ลักษณะทางวิชาพฤกษศาสตร์
กระเทียมเป็นไม้ล้มลุกและใหญ่ยาว สูง 30-60 ซม. มีกลิ่นแรง มีหัวใต้ดิน2 ลักษณะกลมแป้น เส้นผ่าศูนย์กลาง 2-4 เซนติเมตร มีแผ่นเยื่อสีขาวหรือสีม่วงอมชมพูหุ้มอยู่ 3-4 ชั้น ซึ่งลอกออกได้ แต่ละหัวมี 6-10 กลีบ กลีบเกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากตาซอกใบของใบอ่อน ลำต้นลดรูปลงไปมาก ใบเดี่ยว (Simple leaf) ขึ้นมาจากดิน เรียงซ้อนสลับ แบนเป็นแถบแคบ กว้าง 0.5-2.5 ซม. ยาว 30-60 เซนติเมตร ปลายแหลมแบบ Acute ขอบเรียบรวมทั้งพับทบเป็นสันตลอดความยาวของใบ โคนแผ่เป็นแผ่นรวมทั้งเชื่อมติดกันเป็นวงห่อหุ้มรอบใบที่อ่อนกว่าแล้วก็ก้านช่อดอกนำมาซึ่งการก่อให้เกิดเป็นลำต้นเทียม ปลายใบสีเขียวและสีจะเบาๆจางลงจนกว่าถึงโคนใบ ส่วนที่หุ้มหัวอยู่มีสีขาวหรือขาวอมเขียว ช่อดอกแบบช่อซี่ร่ม (Umbel) ประกอบด้วยตะเกียงรูปไข่เล็กๆหลายชิ้นอยู่ปนเปกับดอกขนาดเล็กซึ่งมีปริมาณน้อย มีใบตกแต่งใหญ่ 1 ใบ ยาว 7.5-10 เซนติเมตร ลักษณะบาง ใส แห้ง เป็นจะงอยแหลมหุ้มช่อดอกช่วงเวลาที่ยังตูมอยู่ แม้กระนั้นเมื่อช่อดอกบานใบเสริมแต่งจะเปิดอ้าออกแล้วก็ห้อยลงรองรับช่อดอกไว้ ก้านช่อดอกเป็นก้านโดด เรียบ ทรงกระบอกตัน ยาว 40-60 ซม. ดอกสมบูรณ์เพศ กลีบรวม 6 กลีบ แยกจากกันหรือชิดกันที่โคน รูปใบหอกปลายแหลม ยาวโดยประมาณ 4 มม. สีขาวหรือขาวอมชมพู เกสรเพศผู้ 6 อัน ติดที่โคนกลีบรวม อับเรณูและก็ก้านเกสรเพศเมียยื่นขึ้นมาสูงขึ้นยิ่งกว่าส่วนอื่นๆของดอก รังไข่ 3 ช่อง แต่ละช่องมีออวุล 1-2 เม็ด ผลเล็กเป็นกระเปาะสั้นๆรูปไข่หรือค่อนข้างกลม มี 3 พู เม็ดเล็ก สีดำ
ในประเทศไทยปลูกมากทางภาคอีสานรวมทั้งภาคเหนือ แต่กระเทียมที่มีชื่อว่าเป็นกระเทียมคุณภาพดี กลิ่นฉุน ตัวอย่างเช่นกระเทียมจากจังหวัดศรีสะผม
แนวทางเลือกซื้อกระเทียม
วิธีการสำหรับเลือกซื้อกระเทียมนั้น มีหลักไต่ตรองที่ง่ายๆคือ เลือกกระเทียมที่ศีรษะแน่น กลีบแน่น เปลือกบาง มีเนื้อสีเหลืองอ่อน สด แน่น ไม่ฝ่อและไม่มีเชื้อรา ที่สำคัญถ้าเกิดจำต้องประกอบอาหารที่ต้องการกลิ่นฉุนๆต้องเลือกกระเทียมหัวเล็กแค่นั้น
กระเทียมสดคุณภาพดี
จะเห็นว่ากระเทียมมีประโยชน์รวมทั้งสรรพคุณจำนวนมาก ถึงกระเทียมจะมีกลิ่นฉุน แต่ว่าก้ไม่ยากเกินไปที่จะกินครับผม เพราะฉะนั้นอย่าลืมเพิ่ข้อพึงระวังสำหรับการรับประทานกระเทียมโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลในกรุ๊ปต่อแต่นี้ไป
คนที่กำลังมีท้องหรือคนที่อยู่ในตอนให้นมบุตร การกินกระเทียมในตอนการตั้งท้องค่อนข้างจะไม่เป็นอันตรายหากรับประทานเป็นอาหารหรือในจำนวนที่สมควร แม้กระนั้นบางทีอาจไม่ปลอดภัยหากรับประทานกระเทียมเป็นยารักษาโรค ทั้งยังไม่มีช้อมูลที่น่าเชื่อถือพอเพียงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการทากระเทียมที่รอบๆผิวหนังในช่วงการท้องหรือให้นมบุตร
เด็ก การรับประทานกระเทียมในจำนวนที่เหมาะสมและในระยะสั้นๆบางทีอาจไม่มีอันตรายสำหรับเด็ก แต่การใช้กระเทียมทาบริเวณผิวหนังอาจทำให้กำเนิดอาการแสบร้อนและระคายเคือง
คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะหรือการย่อยอาหาร อาจจะส่งผลให้มีการเคืองที่ทางเดินของกินได้
ผู้ที่มีความดันเลือดต่ำ การรับประทานกระเทียมอาจก่อให้ระดับความดันเลือดลดต่ำลงมากกว่าปกติ
ผู้ที่คิดแผนเข้ารับการผ่าตัด ควรจะหยุดรับประทานกระเทียมก่อนการผ่าตัดอย่างน้อย 2 อาทิตย์ด้วยเหตุว่าอาจจะทำให้เลือดออกมากและก็ส่งผลต่อความดันโลหิตในระหว่างการผ่าตัด รวมทั้งคนที่มีภาวะเลือดออกเปลี่ยนไปจากปกติไม่สมควรรับประทานกระเทียม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระเทียมสด เพราะเหตุว่าบางทีอาจเพิ่มการเสี่ยงให้เลือดออกได้ง่ายขึ้น
คนที่อยู่ในระหว่างการรับประทานยารักษาโรค ดังเช่นว่า ไอโซไนอะสิด เนื่องจากกระเทียมอาจลดการดูดซึมของยาในร่างกายและส่งผลต่อประสิทธิภาพหลักการทำงานของยา รวมถึงไม่ควรกินกระเทียมในระหว่างใช้ยาดังนี้
ยารักษาการติดโรคเอชไอวีหรือโรคภูมิคุมกันบกพร่อง
ยาคุมกำเนิด
ยาต้านทานการแข็งตัวของเลือด
ยาต่อต้านเกล็ดเลือดกระเทียมลงในเมนูอาหารของท่านครับ คุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ของกระเทียมนั้นเหลือร้ายจริงๆ http://www.disthai.com/

5

ตะไคร้
[url=http://www.disthai.com/16913433/%E0%B8%95%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B9%89]ตะไคร้[/url] (Lemon Grass) จัดเป็นพืชผักสมุนไพรประเภทหนึ่งที่นิยมเอามาทำครัวสำหรับขจัดกลิ่นคาว และช่วยเพิ่มรสชาตของของกิน ในมากมายเมนู โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารพวกที่ทำมาจากการต้มยำ และแกงต่างๆรวมทั้งการนำมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆเช่น น้ำตะไคร้ ผงตะไคร้ ฯลฯ
ตะไคร้ เป็นไม้ล้มลุกวงศ์เดียวกันกับหญ้า แก่มากยิ่งกว่า 1 ปี ขึ้นกับสภาพแวดล้อม มีบ้านเกิดในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ พม่า ไทย ลาว มาเลเชีย อินโดนีเชีย เป็นต้น
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Cymbopogon citratus (DC.)
วงศ์ : Graminae
ชื่อสามัญ : Lapine, Lemon grass, Sweet rush, Ginger grass
ชื่อท้องถิ่น:
– ตะไคร้
– ตะไคร้แกง
– ตะไคร้มะขูด
– ค้างหอม
– ไคร
– จะไคร
– เชิดเกรย
– หัวสิงไค
– เหลอะเกรย
– ห่อวอตะโป
– เฮียงเม้า
ตะไคร้1
ลักษณะทั่วไป
ลำต้น
ลำต้นตะไคร้มีเหง้าใต้ดิน ลำต้นมีลักษณะตั้งชัน รูปทรงกระบอก มีความสูงได้ถึง 1 เมตร (และใบ)ส่วนของลำต้นที่พวกเรามองเห็นจะเป็นส่วนของกาบใบที่ออกเรียงช้อนกันแน่น โคนต้นมีลักษณะกาบใบห่อหุ้มครึ้ม ผิวเรียบ และก็มีขนอ่อนปกคลุม ส่วนโคนมีรูปร่างอ้วน มีสีม่วงอ่อนบางส่วน และก็เบาๆเรียวเล็กลงกลายเป็นส่วนของใบ แกนกลางเป็นข้อแข็ง ส่วนนี้สูงประมาณ 20-30 เซนติเมตร ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน และจำพวก และเป็นส่วนที่นำมาใช้สำหรับปรุงอาหาร
ตะไคร้ ใบ
ใบตะไคร้ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ ก้านใบ (ส่วนลำต้นที่กล่าวข้างต้น) หูใบ (ส่วนต่อ
ระหว่างกาบใบ แล้วก็ใบ) รวมทั้งใบ
ใบตะไคร้ เป็นใบคนเดียว มีสีเขียว มีลักษณะเรียวยาว ปลายใบโค้งลู่ลงดิน โคนใบเชื่อมต่อกับหูใบ ใบมีรูปขอบขนาน ผิวใบสากมือ แล้วก็มีขนปกคลุม ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ แต่ว่าคม กึ่งกลางใบมีเส้นกึ่งกลางใบแข็ง สีขาวอมเทา เห็นต่างกับแผ่นใบแจ่มชัด ใบกว้างประมาณ 2 เซนติเมตร ยาว 60-80 เซนติเมตร
ดอก
ตะไคร้เป็นพืชที่มีดอกยาก ก็เลยไม่ค่อยพบเจอ ดอกตะไคร้ดอกจะมีดอกเป็นช่อกระจัดกระจาย มีก้านช่อดอกยาว และมีก้านช่อดอกย่อยเรียงเป็นคู่ๆในแต่ละคู่จะมีใบประดับรองรับ มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกมีขนาดใหญ่คล้ายดอกอ๋อ
ดอกตะไคร้
ผลดีตะไคร้

  • ลำต้น และใบสด


– ใช้เป็นเครื่องเทศทำอาหารสำหรับกำจัดกลิ่นคาว ช่วยทำให้อาหารมีกลิ่นหอมสดชื่น แล้วก็ปรับปรุงแก้ไขรสให้น่ารับประทานเยอะขึ้น
– ใช้เป็นส่วนผสมของยาใช้ภายนอกกันยุง สเปรย์กันยุง แล้วก็ยาจุดกันยุง

  • น้ำมันตะไคร้

    – ใช้เป็นส่วนประกอบของน้ำหอม
    – ใช้เป็นส่วนประกอบสำหรับทำสบู่ แชมพูสระผม
    – ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง
    – ใช้ทานวด แก้ปวดเมื่อย
    – ใช้ทาลำตัว แขน ขา เพื่อป้องกัน รวมทั้งไล่ยุง
    – ใช้เป็นส่วนประกอบของสารปกป้อง และก็กำจัดแมลง
    คุณประโยชน์ทางโภชนาการของตะไคร้ ( 100 กรัม)

  • พลังงาน 143 กิโลแคลอรี่
  • โปรตีน 1.2 กรัม
  • ไขมัน 2.1 กรัม
  • คาร์โบไฮเดรต 29.7 กรัม
  • เส้นใย 4.2 กรัม
  • แคลเซียม 35 มิลลิกรัม
  • ฟอสฟอรัส 30 มก.
  • เหล็ก 2.6 มิลลิกรัม
  • วิตามินเอ 43 ไมโครกรัม
  • ไทอามีน 0.05 มก.
  • ไรโบฟลาวิน 0.02 มก.
  • ไนอาซิน 2.2 มก.
  • วิตามินซี 1 มิลลิกรัม
  • ขี้เถ้า 1.4 กรัม


ที่มา: กองโภชนาการ (2544)(1)
สารสำคัญที่พบ
ส่วนของลำต้น แล้วก็ใบมีน้ำมันหอมระเหย (Volatile oil) ที่ประกอบด้วยสารหลายประเภท เป็นต้นว่า
– ซิทราล (Citral) พบได้ทั่วไปที่สุด 75-90%
– ทรานซ์ ไอโซสิทราล (Trans-isocitral)
– ไลโมเนน (Limonene)
– ยูจีนอล (Eugenol)
– ลิที่นาลูล (Linalool)
– เจอรานิออล (Geraniol)
– ติดอยู่ริโอฟิวลีน ออกไซด์ (Caryophyllene oxide)
– เจอรานิล อะสิเตท (Geranyl acetate)
– 6-เมทิล 5-เฮพเทน-2-วัน (6-Methyl 5-hepten-2-one)
– 4-โนทุ่งนาโนน (4-Nonanone)
– เมทิลเฮพหนโนน (Methyl heptennone)
– สิโทรเนลลอล (Citronellol)
– ไมร์ซีน (Myrcene)
– การบูร (Camphor)
เก็บจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), ใจชาติชั้นวรรณะ ตระการชัยสกุล (2551) อ้างถึงในเอกสารหลายฉบับ(4)

สรรพคุณตะไคร้

  • ลำต้น รวมทั้งใบ


– ช่วยบรรเทา แล้วก็รักษาลักษณะของการมีไข้หวัด
– แ้ก้ไอ และก็ช่วยขับเสลด
– ทุเลาอาการของโรคหืดหอบ
– รักษาอาการปวดท้อง
– ช่วยขับปัสสาวะ แก้เยี่ยวยาก
– ช่วยขับเหงื่อ
– ช่วยสำหรับในการขับลม
– แก้อหิวาตกโรค
– บำรุงธาตุ เจริญอาหาร
– ช่วยลดระดับความดัน เลือดสูง
– ลดจำนวนคอเลสเตอรอลในเส้นเลือด
– แก้รอบเดือนมาแตกต่างจากปกติ

  • ราก


– ใช้เป็นยาปรับแต่งปวดท้อง และท้องร่วง
– ช่วยขับเยี่ยว
– ทุเลาอาการไอ แล้วก็ขับเสลด

  • น้ำมันหอมระเหย


– ออกฤทธิ์ต้านทานเชื้อรา
– ช่วยกำจัดเซลลูไลท์
– ช่วยสำหรับเพื่อการถ่าย
– ทุเลาอาการท้องร่วง
– ลดอาการจุกเสียด แน่นท้อง จากฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้
– ช่วยขับน้ำดี
– ช่วยขับลม
– ระังับอาการปวด
– ต่อต้านอาการอักเสบ รวมทั้งลดการต่อว่าดเชื้อ
– กระตุ้นระบบไหลเวียนเลือด
– ลดอาการซึมเศร้า
– ต้านทานอนุมูลอิสระ
รวบรวมจาก กาญจนา ขยัน (2552)(2), กมลวรรณ น่าอัศจรรย์ชัยสกุล (2551)(4)
ฤทธิ์ทางยาของสารสกัดจากตะไคร้

  • ฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้


น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้ออกฤทธิ์ลดอาการแน่นจุกเสียดด้วยการลดการบีบตัวของลำไส้ โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ อย่างเช่น Cineole แล้วก็ Linalool

  • ฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียต้นเหตุอาการของอาการท้องเสีย


สารเคมีในน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์ทำลายเชื้อแบคทีเรียที่สำคัญของอาการท้องเสียเป็นE. coli โดยมีสารออกฤทธิ์ เป็นต้นว่า Citral, Citronellol, Geraneol และ Cineole

  • ฤทธิ์ขับน้ำดี


น้ำมันหอมระเหยของตะไคร้สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับน้ำดีของตับอ่อน โดยมีสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ ดังเช่นว่า Borneol, Fenchone แล้วก็ Cineole

  • ฤทธิ์ขับลม


สาร Menthol, Camphor และ Linalool สามารถออกฤทธิ์กระตุ้นการขับลมภายในร่างกายได้
พิษของน้ำมันตะไคร้
จำนวนน้ำมันตะไคร้ที่ทำให้หนูขาวตายที่ครึ่งเดียวของจำนวนหนูขาวทั้งหมดทั้งปวง ด้วยการให้ทางปาก  ที่ความเข้มข้น 5,000 มก./กิโลกรัม แล้วก็การให้น้ำมันหอมระเหยทางกระเพาอาหารแก่กระต่ายที่ทำให้กระต่ายตายที่ครึ่งเดียว พบว่า มีจำนวนความเข้มข้นเดียวกันกับการให้แก่หนูขาว
พิษฉับพลันของน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ที่ความเข้มข้น 1,500 ppm ในระยะเวลา 60 วัน กลับได้มาพบว่า หนูขาวที่ได้รับน้ำมันหอมระเหยของตะไคร้มีการเติบโตเร็วกว่ากลุ่มที่ไม้ได้รับ รวมทั้งค่าทางเคมีของเลือดไม่มีความเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

6

ทับทิม
มารู้จะ “ทับทิม” ผลไม้เพื่อสุขภาพ
นักระบุอาหารจดทะเบียนวิชาชีพประเทศอเมริกา
ในยุคที่ใครก็ห่วงสุขภาพ รักการออกกำลังกาย หมั่นกินผัก ผลไม้ต่างๆเมื่อพูดถึง “ทับทิม” หลายท่านคงจะคุ้นเคยกันดีกับผลไม้ที่มีกลิ่นหอมหวน รสชาติอร่อยชวนพึงใจ ทับทิมนั้นมีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินเดียแล้วก็อิหร่าน โดยในบันทึกโบราณด้านการแพทย์บอกว่า ทับทิมถูกใช้เป็นยารักษาโรคและใช้ในการดูแลรักษาสุขภาพร่างกายมานานนับพันๆปี
เดี๋ยวนี้ทับทิมจัดเป็นผลไม้ในกรุ๊ป ซุปเปอร์ฟรุ๊ต ซึ่งอุดมไปด้วยวิตามิน แร่สารพฤกษเคมีและก็สารแอนติออกซิแดนท์ซึ่งมีปริมาณสูงยอดเยี่ยมในทับทิมโดยสูงเป็น 3 เท่าของของกินอื่นที่มีสารแอนติออกซิแดนท์สูง ทั้งมีใยอาหารสูงมาก ยิ่งกว่านั้นยังมีวิตามินซีสูง มีวิตามินบี 5 (กรดแพนโทธีนิค) วิตามินเอ วิตามินอี ส่วนแร่ธาตุที่มีมากคือ แคลเซียม โพแตสเซียม และธาตุเหล็ก
จากการศึกษาพบว่าทับทิมมีสารที่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการต่อต้านขบวนการออกซิเดชันที่เกี่ยวกับการอักเสบ ซึ่งอาจช่วยคุ้มครองปกป้องโรคมะเร็ง และก็โรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่นๆฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในทับทิมสูงกว่า เหล้าองุ่นและก็ใบชาเขียวถึง 3 เท่า รวมทั้งยังมีจำนวนสารโพลีฟีนอลในทับทิมสูงกว่าน้ำผลไม้อื่นๆดังเช่นว่า ส้ม องุ่น แคนเบอร์ปรี่ ลูกแพร แอปเปิ้ล อีกด้วย
ทับทิมมีสารต้านอนุมูลอิสระที่อยู่ในกลุ่มสารโพลีฟีนอล ที่สำคัญคือ สารพูนิค้างลาจิน พูนิคาลิน แล้วก็กรดกัลลาจิก ทั้งหมดทั้งปวงนี้อาจมีผลต่อการป้องกันอันตรายต่อเยื่อในร่างกายที่จะส่งผลต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังรังต่างๆการศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระในทับทิมบางทีอาจช่วยยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็ง ทับทิมยังมีสารอโรมาเทสอินฮิบิเตอร์ธรรมชาติ ซึ่งช่วยยั้งการสร้างฮอร์โมนเอสโทรเจนที่อาจช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็งเต้านม นอกเหนือจากนี้สารอาหารและก็สารต้านอนุมูลอิสระในน้ำทับทิมสกัดยังมีประโยชน์ต่อผิวพรรณ อาจต้านการเกิดริ้วรอย ช่วยให้มีผิวพรรณอ่อนกว่าวัยและก็มีสุขภาพดี นอกเหนือจากนี้ทับทิมยังจัดคือผลไม้ที่มีพลังงานต่ำ ก็เลยอาจให้ประโยชน์ต่อการลดพลังงานสำหรับในการควบคุมน้ำหนัก โดยการรับประทานทับทิมแทนของหวาน
ด้วยสารสำคัญต่างๆในทับทิม นักค้นคว้าจึงสนใจทำการวิจัยถึงผลดีต่อร่างกาย โดยมีรายงานการวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่า สารสกัดจากทับทิมช่วยชะลอการเจริญก้าวหน้าของเซลล์มะเร็ง และสามารถฆ่าเซลล์มะเร็งในห้องแลปได้ ยิ่งกว่านั้นยังมีการศึกษาค้นคว้าชี้ว่า น้ำทับทิมสกัดยังสามารถช่วยลดแอลดีแอลคอเลสเทอคอยล ซึ่งเป็นคอเลสเทอรอคอยลไม่ดี ทำให้เส้นเลือดแดงแข็งอุดตัน และยังช่วยลดระดับความดันเลือด ส่งผลสำหรับการช่วยคุ้มครองปกป้องโรคหัวใจ โรคเส้นเลือดสมองตีบแล้วก็หัวใจวาย
ด้วยประโยช์จากทับทิมที่มีต่อสุขภาพและมาจากธรรมชาติ ทำให้ทับทิมเป็นที่นิยมอย่างมากมายทั้งโลก ปัจจุบันมีการนำทับทิมมาดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์น้ำทับทิมสกัดแบบพร้อมดื่ม เพื่อความสะดวกสำหรับลูกค้าหวานใจแล้วก็หวังดีสำหรับเพื่อการดูแลสุขภาพ
งานศึกษาเรียนรู้ของ Sharma, Mc Clees and Afaq ล่าสุดในปี 2017 ระบุว่า สารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ยับยั้งการเกิดเซลล์กลายพันธุ์ที่นำมาซึ่งเซลล์มะเร็ง
ด้วยสรรพคุณมากดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ทำให้ทับทิมได้รับการตั้งชื่อว่าเป็น “ซุปเปอร์ฟรุต” (Super fruit) ที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั้งโลก เนื่องจากว่ามีวิตามินและก็แร่ธาตุ
ความเชื่อถือแล้วก็ตำนาน
ชาวภาษากรีกโบราณเชื่อว่า ต้นทับทิมมีต้นเหตุมาจากเลือดของไดโอนีซุส (Di-onysus) ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ทวยเทพเทวดาทั้งสิ้นและก็เทวีนาน่า(Nana) ซึ่งเป็นพรหมจารีย์ ท้องขึ้นโดยการใส่ผลทับทิม รวมทั้งให้กำเนิดเทพเทวดาแอตตำหนิส (Attis) ขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าว คนที่เคารพยกย่องเทวดาแอตติเตียนสจึงไม่กินผลทับทิม ชาวยิวในยุคพระผู้เป็นเจ้าโซโลมอนก็จัดว่า ทับทิมคือผลไม้ศักดิ์สิทธิ์ ดังปรากฏอยู่บนยอดเสาของวิหารกษัตริย์โซโลมอน ชาวฮินดู ในอินเดียเชื่อว่า พระพิฆเนศวรทรงโปรดทับทิม คนที่นับถือพระคเณศก็เลยนิยมนำผลทับทิมไปมอบให้ นอกเหนือจากนั้น ยังคงใช้ดอกทับทิมบวงสรวงบูชาดวงตะวัน พระนารายณ์ และเทวีลักษมี อีกด้วย
คนจีนถือว่า ต้นทับทิมเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคล (โดยเฉพาะอย่างยิ่งทับทิมจำพวกดอกสีขาว) และจัดว่าทับทิมเป็นเครื่องหมายแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความมีลูกหลานเยอะมาก (เนื่องจากว่าผลทับทิมมีเมล็ดมากมาย) จึงนิยมได้ผลทับทิมเป็นของขวัญแก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวในพิธีสมรส (เพื่อให้มีลูกหลานมากๆ) ในพิธีสมรสนิยมปักยอดทับทิมไว้ที่ผมเจ้าสาว และก็ปักยอดทับทิมไว้ที่สิ่งของเซ่นไหว้เจ้า ชาวจีนยังเชื่อว่า ใบหรือกิ่งทับทิมมีอำนาจไล่ภูตผีปีศาจได้ ก็เลยนิยมปลูกทับทิมไว้ในรอบๆบ้าน แล้วก็ใช้ใบทับทิมแช่น้ำล้างหน้า ล้างมือ ข้างหลังกลับจากงานศพ (เพื่อมิให้ปีศาจติดตามมา)
ในประเทศญี่ปุ่นอาจรับความเชื่อถือเกี่ยวกับทับทิมไปจากจีน เปลี่ยนเป็นเครื่องหมายของเจ้าแม่ที่รอปกปักรักษาเด็กๆให้ปลอดภัย และเชื่อว่าเมื่อเด็กๆได้รับประทานผลทับทิมแล้วจะไม่มีอันตรายแล้วยังปลอดภัยจากภูตผีปีศาจทั้งมวล คนประเทศไทยก็คงจะได้รับถ่ายทอดความเลื่อมใสเกี่ยวกับทับทิมมาจากคนจีนบ้าง ดังปรากฏว่า มีศาลเจ้าหลายที่ในประเทศไทย ชื่อเจ้าแม่ทับทิม ซึ่งคงจะเป็นเจ้าแม่ที่มีเกิดจากเมืองจีนแล้วกลายเป็นชื่อไทยคราวหลัง

Tags : สมุนไพรทับทิม

7

ทับทิม
ทับทิม คือผลไม้ที่นิยมรับประทานอย่างล้นหลาม โดยใช้ประโยชน์จากส่วนที่สำเร็จสดสูงที่สุดรวมทั้งยังนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆอาทิเช่น น้ำทับทิม สารสกัดจากทับทิม ผลิตภัณฑ์ด้านความงดงาม อีกทั้งยังใช้ทำเป็นยารักษาโรคตามสูตรยาโบราณในหลายประเทศ
ทัมทิมอุสูดดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระรวมทั้งสารพฤกษเคมีหลายอย่างที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกาย จึงมั่นใจว่าอาจเป็นประโยชน์สำหรับการป้องกันโรคหรือทุเลาอาการ เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังหรือบรรเทาอาการหายใจไม่สะดวกจากโรคนี้ โรคหัวใจรวมทั้งเส้นโลหิต คอเลสเตอรอลสูง โรคในระบบทางเดินอาหาร โรคความดันเลือดสูง โรคในช่องปากรวมทั้งโรคเหงือก โรคริดสีดวงทวาร โรคผิวหนัง แล้วก็อื่นๆ
ในขณะนี้ยังมีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยที่เรียนการใช้ทับทิมในต้นแบบต่างกันกับการดูแลรักษาโรคที่ออกจะจำกัด ทำให้ยังไม่สามารถกำหนดความสามารถของทับทิมต่อการดูแลรักษาโรคได้กระจ่างแจ้ง ซึ่งแบบอย่างการศึกษาเรื่องทับทิมกับโรคต่างๆมีดังนี้
โรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ทับทิมคือผลไม้ที่อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายตัว ดังเช่นว่า สารเอลลาจิแทนนิน (Ellagitannin) สารแทนนิน (Tannin) สารแอนโทไซยานิน (Anthocyanins) สารโพลิฟีนอล (Polyphenol) ที่เชื่อว่าช่วยยั้งปฏิกิริยาต้านอนุมูลอิสระของไขมันไม่ดี ลดการสร้างโฟมเซลล์ และลดการแข็งตัวของหลอดเลือด จึงอาจช่วยลดการเสี่ยงสำหรับเพื่อการเกิดโรคเส้นเลือดแดงแข็ง
จากการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์การต้านทานสารอนุมูลอิสระของทับทิมในคนที่มีน้ำหนักเกินจำนวน 22 คน จากการทานอาหารเสริมที่มีสารสกัดทับทิม วันละ 1,000 มิลลิกรัม (มีกรดเอ็งลลิค 610 มก.) แล้วก็ประเมินผลจากค่า TBARS ในเลือด (Thiobarbituric Acid Reactive Substances: TBARS) ซึ่งเป็นค่าการวัดฤทธิ์สำหรับการต้านทานสารอนุมูลอิสระ เพื่อเปรียบเทียบกับผลก่อนที่จะมีการทดสอบ พบว่าค่าดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นต่ำลง ก็เลยคาดว่าการรับประทานทับทิมบางทีอาจช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจและเส้นโลหิต
ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีงานศึกษาเรียนรู้วิจัยอีกชิ้นให้คนเจ็บโรคเส้นเลือดแดงแข็งปริมาณ 15 คน รับประทานอาหารเสริมจากทับทิมเป็นระยะเวลามากยิ่งกว่า 1 ปีขึ้นไปแล้วก็ 3 ปีขึ้นไป เปรียบเทียบกับกลุ่มที่มิได้ทานอาหารเสริม ผลปรากฏว่า กรุ๊ปที่กินอาหาร 3 ปีขึ้นไป หรูหราไขมันที่น้อยลงราว 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปอื่น จึงชี้ให้เห็นว่าการกินสารสกัดจากทัมทิมมากกว่า 3 ปี อาจมีส่วนช่วยสำหรับในการลดการเสี่ยงของการเกิดโรคเส้นโลหิตแดงแข็ง ดังนี้ ยังคงควรมีการเล่าเรียนเพิ่มเติมอีกในระยะยาวกับกลุ่มการทดลองขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ยังไม่สามารถที่จะสรุปผลของทับทิมรวมทั้งการรักษาโรคหลอดเลือดแดงแข็งได้อย่างเห็นได้ชัด
โรคเหงือกอักเสบ ทับทิมเป็นผลไม้อีกประเภทที่มีคุณลักษณะช่วยต้านทานเชื้อแบคทีเรีย จึงถูกนำมาใช้เป็นตัวเลือกสำหรับในการรักษาโรคเหงือก เพราะว่าการดูแลรักษาหลักบางวิธีที่ยังไม่มีความสามารถเพียงพอสำหรับเพื่อการทุเลาอาการจากโรคมากซักเท่าไหร่และลดการเสี่ยงด้านสุขภาพจากการรักษาโรคนี้โดยใช้สารเคมี
จากการทดลองทางสถานพยาบาลกับคนเจ็บโรคเหงือกอักเสบเรื้อรัง จำนวน 40 คน เพื่อมองคุณภาพของเจลสารสกัดจากทับทิมเป็นระยะเวลา 224 ชั่วโมง โดยในแต่ละกลุ่มจะใช้แนวทางรักษาที่แตกต่าง ผลพบว่า กรุ๊ปที่ใช้เจลสารสกัดจากทับทิมพร้อมกันกับการดูแลรักษาโรคเหงือกอักเสบโดยกระบวนการขูดหินน้ำลาย เกลารากฟัน (Mechanical Debridement) มีลักษณะอาการข้างใน 7 วันแรก เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่เหลือในการทดสอบ ซึ่งเจลสารสกัดจากทับทิมจึงอาจนำไปดัดแปลงเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากสำหรับคนป่วยโรคเหงือกอักเสบควบคู่กับการรักษาด้วยวิธีรักษาที่เป็นมาตรฐานในอนาคต
สอดคล้องกับการทดสอบอีกชิ้นที่เรียนรู้ประสิทธิภาพของน้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมเปรียบเทียบกับกรุ๊ปที่ใช้ยาหลอกต้นแบบเจลสำหรับเพื่อการรักษาผู้ที่เป็นโรคเหงือกอักเสบจำนวน 32 คน พบว่าการใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม วันละ 3 ครั้ง ตรงเวลา 4 สัปดาห์ มีสุขภาพโพรงปากดีขึ้นรวมทั้งปัญหาโรคเหงือกอักเสบน้อยลงมากกว่ากลุ่มที่ใช้ยาหลอก การวิจัยนี้ทำให้เห็นว่าสารสกัดจากทับทิมบางทีอาจเอาไปใช้เป็นส่วนประกอบในสินค้าดูแลรักษาช่องปาก ดังเช่นว่า ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก เพื่อช่วยคุ้มครองและก็บรรเทาอาการของโรคเหงือกอักเสบ
คุ้มครองการเกิดคราบจุลอินทรีย์ สารสกัดจากทับทิมมีประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการลดรอยเปื้อนจุลอินทรีย์ตามผิวฟัน และก็อาจทำให้เกิดโรคทางช่องปากอีกหลายประเภท ซึ่งจากการทดลองให้อาสาสมัครที่มีสุขอนามัยในช่องปากดี ปริมาณ 30 คน หยุดใช้น้ำยาบ้วนปากที่เคยใช้ปกติ แต่สลับมาใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน (Chlorhexidine) แล้วก็ยาหลอกในแต่ละกรุ๊ป โดยใช้บ้วนปาก วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 5 วัน ผลพบว่าอาสาสมัครที่ใช้น้ำยาบ้วนปากที่มีสารสกัดจากทับทิมมีอัตราการเกิดคราบจุลอินทรีย์ลดน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญมากกว่ายาหลอก แต่มีคุณภาพไม่ต่างจากน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกสิดีน จึงพอเพียงจะกล่าวได้ว่าสารสกัดจากทับทิมอาจลดจังหวะสำหรับเพื่อการกำเนิดคราบเปื้อนจุลอินทรีย์ด้านในช่องปาก
ช่วงเวลาเดียวกัน การศึกษาเล่าเรียนอีกชิ้นก็ชี้ว่าสารสกัดทับทิมคงจะมีส่วนช่วยสำหรับการลดการเกิดคราบเปื้อนจุลินทรีย์ ซึ่งสำหรับการทดสอบได้เก็บรอยเปื้อนจุลชีวันจากโพรงปากของอาสาสมัครที่มีสุขภาพแข็งแรงและก็กำลังจัดฟัน อายุ 9-25 ปี ปริมาณ 60 คน หลังงดแปรงฟันเป็นระยะเวลา 24 ชั่วโมง เพื่อเทียบผลก่อนและข้างหลังการใช้น้ำยาบ้วนปากประเภทไม่เหมือนกันในแต่ละกลุ่ม ตัวอย่างเช่น น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิม น้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน แล้วก็ยาหลอก ปรากฏพบว่า น้ำยาบ้วนปากจากสารสกัดทับทิมมีคุณภาพสำหรับเพื่อการลดคราบเปื้อนจุลชีวันลงมากที่สุดราวๆ 84% รองลงมาเป็นน้ำยาบ้วนปากคลอเฮกซิดีน 79% แล้วก็ยาหลอกที่ลดน้อยลงเพียง 11% ก็เลยอาจกล่าวได้ว่าสารสกัดจากทับทิมมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรียรวมทั้งเป็นตัวเลือกสำหรับในการใช้กำจัดคราบจุลชีพบนผิวฟัน ดังนี้ จากข้อมูลข้างต้นยังคงจะต้องมีการตำหนิดตามผลในระยะยาวจากการใช้สารสกัดทับทิมอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากว่าช่วงเวลาในการทดสอบออกจะสั้น
สภาวะคอเลสเตอรอลสูง ทับทิมมีคุณประโยชน์ที่กล่าวกันว่าสามารถช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างดีเยี่ยม จากการศึกษาเล่าเรียนผลการกินน้ำทับทิมเข้มข้น 40 กรัม ในผู้ป่วยเบาหวานจำพวกที่ 2 และก็มีสภาวะไขมันในเลือดสูงปริมาณ 22 คน เป็นระยะเวลา 8 อาทิตย์โดยระหว่างการทดสอบจะมีการเก็บข้อมูลอาหารที่ทานอาหารภายใน 24 ชั่วโมง ทุกๆ10 วัน (รวมถึงของกินที่มีสารฟลาโวนอยด์) หลังจบอาทิตย์ที่ 8 พบว่าคนไข้หรูหราไขมันรวม ไขมันจำพวกไม่ดี อัตราส่วนของไขมันไม่ดีกับไขมันดี รวมทั้งอัตราส่วนของไขมันรวมกับไขมันดีที่มีสะสมอยู่ในเลือดน้อยลง แต่ไม่พบความเคลื่อนไหวของระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับความเข้มข้นของไขมันดี ซึ่งทำให้เห็นว่าน้ำทับทิมอาจมีส่วนช่วยลดการเสี่ยงของโรคหัวใจโดยลดระดับไขมันในคนเจ็บโรคเบาหวานลง แต่ยังบอกไม่ได้แจ่มแจ้ง เนื่องด้วยของกินชนิดอื่นที่รับประทานอาจมีส่วนช่วยสำหรับการลดไขมันในเลือดได้เหมือนกัน แล้วก็กลุ่มการทดลองมีขนาดเล็ก ควรต้องขยายผลการศึกษาในกลุ่มที่ใหญ่ขึ้นเพิ่มเติมอีก ยิ่งกว่านั้น การดูแลและรักษาสภาวะคอเลสเตอรอลสูงจะต้องมีการควบคุมของกินและก็การออกกำลังกายไปพร้อมกัน ซึ่งบางทีอาจมีคุณประโยชน์ต่อการลดระดับไขมันในเลือดเยอะขึ้นเรื่อยๆ
โรคปอดอุดกันเรื้อรัง ทับทิมอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายประเภท โดยเฉพาะสารโพลีฟีนอลที่พบบ่อยในทับทิม จากรายงานผลที่เจอในห้องแลปกล่าวว่าสารเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการบรรเทาอาการของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังและก็บางทีอาจชะลอไม่ให้โรคพัฒนาอย่างรวดเร็ว จึงมีการศึกษาเล่าเรียนสมรรถนะของสารโพลีฟีนอลในคนเสริมเติม โดยให้ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ปริมาณ 30 คน แบ่งเป็นกรุ๊ปที่ดื่มน้ำทับทิม 400 มล. (มีสารโพลิฟีนอล 2.66 กรัม) เปรียบเทียบกับอีกกลุ่มที่รับประทานยาหลอกต่อเนื่องกันทุกวี่ทุกวันเป็นระยะ 5 อาทิตย์ ผลปรากฏว่า ไม่เจอสารโพลิฟีนอลทั้งยังในเลือดรวมทั้งฉี่ของคนเจ็บ ทั้งยังไม่พบไม่เหมือนกันอย่างมีนัยสำคัญระหว่าง 2 กรุ๊ป จึงคาดว่าทับทิมไม่น่ามีส่วนช่วยสำหรับการรักษาหรือทุเลาโรคปอดอุดกันเรื้อรัง
โดยทั่วไปสารอาหารที่ไปสู่ร่างกายจะถูกเผาผลาญผ่านกระบวนเมตาบอลิซึมและก็ตรวจเจอได้ในเลือดหรือฉี่ แม้กระนั้นผลการศึกษากลับไม่เจอสารโพลีฟีนอลจากการกิน ซึ่งอาจมีต้นเหตุที่เกิดจากการสลายตัวสารกลุ่มนี้โดยจุลอินทรีย์ในระบบที่ทำหน้าที่ย่อยอาหาร จำเป็นจะต้องทำความเข้าใจขั้นตอนดูดซึมสารอาหารที่ต่างกันก่อนที่จะอ้างถึงประโยชน์ด้านของสุขภาพจากการกิน เพราะเหตุว่าสารอาหารที่เจอในของกินที่กินบางทีอาจไม่ได้ถูกนำไปใช้คุณประโยชน์ภายในร่างกายมนุษย์เราทั้งสิ้น
โรคและอาการอื่นๆเป็นต้นว่า โรคเส้นเลือดหัวใจ การหย่อนความสามารถทางเพศ เจ็บกล้ามเนื้อหลังการออกกำลังกาย กรุ๊ปอาการอ้วนลงพุง โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก เยื่อบุช่องปากอักเสบ ผิวไหม้จากแสงแดด การติดเชื้อทริวัวโมแนส (Trichomoniasis) ท้องเสีย โรคบิด เจ็บคอ โรคริดสีดวงทวาร อาการวัยทอง และอื่นๆยังต้องศึกษาค้นคว้าวิจัยเพิ่มเติมอีกเพื่อหาหลักฐานเกี่ยวกับคุณภาพและก็ความปลอดภัยของทับทิมสำหรับในการรักษาโรค

ข้อมูลทางโภชนศาสตร์ของผลทับทิม 100 กรัม (คร่าวๆ)
น้ำ 77.93 กรัม
พลังงาน 83 กิโลแคลอรี่
โปรตีน 1.67 กรัม
ไขมัน 1.17 กรัม
คาร์โบไฮเดรต 18.70 กรัม
เส้นใย 4.0 กรัม
น้ำตาล 13.67 กรัม
แคลเซียม 10 มก.
เหล็ก 0.30 มก.
แมงกานีส 12 มิลลิกรัม
ธาตุฟอสฟอรัส 36 มก.
โพแทสเซียม 236 มิลลิกรัม
โซเดียม 3 มิลลิกรัม
สังกะสี 0.35 มก.
วิตามินซี 10.2 มก.
วิตามินบี 1 0.067 มก.
วิตามินบี 2 0.053 มิลลิกรัม
วิตามินบี 3 0.293 มิลลิกรัม
วิตามินบี 6 0.075 มิลลิกรัม
โฟเลต 38 ไมโครกรัม
วิตามินอี 0.60 มก.
วิตามินเค 16.4 ไมโครกรัม
ความปลอดภัยสำหรับการกินทับทิมหรือสินค้าจากทับทิม
โดยทั่วไปการกินน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัย แม้กระนั้นในบางรายที่มีอาการแพ้ผลสดของทับทิมบางทีอาจเกิดผลข้างๆจากการกินน้ำทับทิมได้
รากทับทิมประกอบด้วยสารที่เป็นพิษต่อร่างกาย การกินรากและลำต้นของทับทิมในปริมาณมากอาจไม่ปลอดภัย
สารสกัดจากทับทิมค่อนข้างปลอดภัยสำหรับการกินหรือประยุกต์ใช้กับผิวหนัง แต่ว่าอาจจะทำให้เกิดอาการแพ้นิดหน่อยในบางราย ดังเช่นว่า อาการคัน บวม น้ำมูกไหล หรือหายใจติดขัด
การรับประทานน้ำทับทิมออกจะมีความปลอดภัยสำหรับหญิงท้องหรืออยู่ในตอนให้นมลูก แต่ว่ายังไม่มีรายงานรับรองความปลอดภัยสำหรับการรับประทานหรือใช้ทับทิมในต้นแบบอื่น ตัวอย่างเช่น สารสกัดจากทับทิม จะต้องขอความเห็นหมอก่อนจะมีการรับประทานทุกคราว
น้ำทับทิมอาจทำให้ความดันโลหิตลดลดน้อยลงนิดหน่อย ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้เจ็บป่วยที่มีภาวะความดันต่ำอาการเกิดขึ้นอีก
ผู้ที่มีลักษณะอาการแพ้จากพิษพืชอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการแพ้จากการรับประทานทับทิม
คนป่วยที่จำต้องเข้ารับการผ่าตัดควรจะหยุดกินทับทิมอย่างน้อย 2 อาทิตย์ เพราะว่าทับทิมส่งผลให้ความดันเลือดต่ำลง ก็เลยบางทีอาจกระทบต่อความดันโลหิตในขณะผ่าตัดหรือมีผลต่อเนื่องไปยังหลังการผ่าตัด
การกินทับทิมพร้อมกันกับยาบางประเภทอาจก่อให้เกิดปฏิกิริยาระหว่างยา ยกตัวอย่างเช่น ยาที่เกี่ยวกับการทำงานของตับโดยโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับ Cytochrome จำพวก P450 2D6 หรือประเภท P450 3A4 ยาลดความดันโลหิตหรือเอซีอี อินฮิบิเตอร์ ยารักษาโรคความดันเลือดสูง ยาโรสุวาสแตตำหนิน คนที่รับประทานยาบ่อยๆหรือมีโรคประจำตัวควรจะหารือแพทย์ก่อนจะมีการกินเพื่อให้มีความปลอดภัย

8

เห็ดหลินจือ
เรื่องเล่าประสบการณ์ตรงจากที่ลงภาคสนาม
คุณยายคนหนึ่ง อายุประมาณ 67 ปี ทำอาชีพขายเห็ดในตลาด อาการป่วยเป็นโรค ดังต่อไปนี้
1.เห็ดหลินจือ สามารถรักษาเบาหวาน เป็นทุนเดิม เป็นโรคนี้มาโดยประมาณ 1x ปี
2.โรคความดันเลือด เป็นมาพร้อมๆกับโรคเบาหวาน ต้องรับประทานยาแผนปัจจุบันตลอด มีอาการงงงัน
3.โรคไขมัน มาพร้อมๆกับเบาหวาน จำต้องกินยาแผนปัจจุบันตลอด
4.โรคไตเสื่อม ภายหลังจากเป็นโรคโรคเบาหวานมาโดยประมาณ 10 ปี หมอตรวจพบว่า ไตเสื่อม ระยะ 2 มีอาการขาบวม ไม่มีแรงเดิน
5.โรคกระเพาะเยี่ยว อักเสบ มาตอนเป็น ไตเสื่อม ส่งผลให้เกิดอาการเยี่ยวขับ ฉี่ไม่สุด เจ็บแปล็บๆ
6.โรคเก๊า มาตรวจเจอคราวหลัง ว่าค่ายูริก เริ่มเยอะขึ้น
======================
พฤติกรรมของผู้เจ็บป่วยแล้วก็เรื่องราวก่อนกินเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
1.ช่วงป่วยไข้ตอนเริ่ม จะมีลักษณะอาการน้ำตาลในเลือดสูง เกือบจะ 200 มิลลิกรัม แต่เพียงพอผ่านมาเกือบจะ 10 ปี มีความคิดว่าดูแลตนเองได้ดิบได้ดี ผลที่ได้กลายเป็นแบบงี้ เดี๋ยวน้ำตาลสูง เดี๋ยวน้ำตาลต่ำ นำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการมึนได้ทั้งวัน หน้าที่ไม่ต้องทำแล้ว นอนดีกว่า
2.พอเพียงมีน้ำตาลในเลือดสูง ความดันจะตามมาเลย นำไปสู่อาการโลกหมุน ลายตา จะต้องนอนอีกเหมือนเดิม
3.พอพักหลังเริ่มรับประทานของมันน้อยลง สามารถที่จะคุมไขมันได้ แต่ว่าพอนานวันเข้า ไขมันคุมได้ แม้กระนั้นพบไตรกีซาลายสูงซะงั้น
4.หลังจากเจ็บมา 1x ปี ร่างกายก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน นำมาซึ่งตอนอาการน็อคน้ำตาล ไป 2 ครั้ง ในรอบ 1 ปีที่ล่วงเลยไป จะต้องเข้า รพ. เพื่อกลูโคส ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมากขึ้น
5.พอเพียงผ่านมาอีก 6 เดือน หมอตรวจเจอเป็นไตเสื่อมขั้นที่ 2 แถมมีโรคกระเพาะเยี่ยวอักเสบ เนื่องจากว่ามีไข่ขาวรั่วมาทางฉี่มากมาย ทำให้เรี่ยวแรงในการเดินไม่มี (แทบจะเดินไม่ไหว ก้าวขาไม่ออก) แถมเจอโรคเก๊าต์ สอบถามหาอีก
6.ตอนหลังจากที่รู้ดีว่าเป็นหลายโรค ชีวิต มันช่างมืดมนอย่างมาก ทำให้ไม่อยากอาหาร กินไม่ได้ นอนไม่หลับ ถึงหลับก็ไม่สนิท ขาบวม ใจสั่น โมโหง่าย
7.เพียงพอถึงเวลานี้ ยายคนนี้ พฤติกรรมเปลี่ยนไป จากที่เคยจำเป็นต้องออกไปเปิดร้านขายเห็ดในตลาดแต่ละวัน ไม่เคยหยุด กลับทำให้เขาไม่ต้องการขายสินค้า ขอหยุดนอนอยู่ในบ้าน ประพฤติตนราวกับไม่มีคุณค่า ต้องให้ลูกๆมารอดู ทำให้เป็นภาระของลูก
======================
โจทย์ สำหรับลูกที่ดูแล แล้วก็จุดแปลงแนวความคิด
1.ลูกคนนั้น มีความคิด ทำอย่างยังไงก้อได้ ให้แม่หายจากโรคทั้งปวงนี้
2.ทำอย่างยังไงก็ได้ให้คุณแม่กลับมาทำงานได้อย่างเดิม
3.ทำอย่างยังไงก็ได้ให้ท่านแม่รับประทานข้าวได้เสมือนอดีตสมัยเป็นเบาหวาน
4.ทำอย่างไงก็ได้ให้ท่านแม่นอนหลับเจริญ
=======================
สุดท้ายลูกคนนั้นได้มาคุยกับผม ผมเลยชี้แนะเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้ม และลูกคนนั้นได้เอาไปให้ท่านแม่ทาน
เริ่มที่คุณแม่ไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น จะช่วยทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นได้ เพราะว่าม่าม้าทานสมุนไพร อาหารเสริมมามากแล้ว
=======================

เริ่มต้นกับการทานเห็ดหลินจือแดงสกัดเข้มข้น (ผลลัพธ์บางทีอาจนานับประการในแต่ละบุคคล)
1.ผมชี้แนะให้ทาน 24 ชั่วโมง 2 เวลาหมายถึงยามเช้า-เย็น ในกรณีของม่าม้าคนนี้ มีโรคประจำตัวมากมาย จะให้ทานแบบนี้ หลังจากทานอาหารแล้ว ให้ทานยาแผนปัจจุบัน แล้วก็รอคอย 30 นาที ค่อยทานเห็ดหลินจือสกัดเข้มข้น
2.พอหลังจากทานได้ช่วงแรก อาการมึนๆงงงันๆเริ่มดียิ่งขึ้น นอนก้าวหน้าขึ้นมาก ปกติจะมองจนกระทั่งเที่ยงคืนและก็หลังจากนั้นจึงค่อยหลับ แล้วตื่น 6-7 นาฬิกาเช้าตรู่ มาจัดร้านขายของ เปลี่ยนเป็น นอนตั้งแต่ 2 ทุ่ม ตื่น 6 นาฬิกาเช้า
3.ภายหลังจากนอนหลับได้ดี  ทำให้อาการขาบวมดีขึ้น ฉี่มากมาย ไม่ขัดและปัสสาวะได้สุด ค่าน้ำตาลดียิ่งขึ้น ไม่สวิงต่ำ-สูง แล้วก็ผลไตดีขึ้นด้วย
4.คนป่วยเริ่มรับประทานข้าวได้ธรรมดา (ม่าม้าไม่เชื่อว่าเห็ดหลินจือช่วยได้จริงไหม เลยทดสอบด้วย กินทุเรียน2เม็ด แล้วพรุ่งนี้ไปตรวจเลือด ผลเลือดที่ออกมาม่าม้าตกใจ ว่าทำไมน้ำตาลปกติ ^_^)
5.พอร่างกายได้ นอนหลับได้เต็มอิ่ม หน้าใส(มีคนทักว่าไปทำอะไรมา) แข็งแรงสามารถยกของหนักๆได้ ซึ่งถ้าเกิดเป็นก่อนหน้า แค่เดินยังต้องหาที่นั่งพักเลย
คุณประโยชน์[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url][/url][/color]ที่มีงานศึกษาเรียนรู้รับรอง....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อกันมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณผ่องใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำดีขึ้น และก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนคุณประโยชน์ในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายด้วยเหมือนกัน เป็นต้นว่า แก้ตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน แล้วก็ภูมิแพ้เป็นต้น
แต่ว่าทีเด็ดเป็น......
มีงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการทดลองเล่าเรียนทางคลีนิครวมทั้งรับรองว่าเห็ดหลินจือมีสรรพคุณดังนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเลื่อมใสอีกต่อไป อันเช่น
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต้านทานเนื้องอกและโรคมะเร็ง
-รักษาโรคฟุตบาทปัสสาวะ
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยทำให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต่อต้านอนุมูลอิสระ
-ต่อต้านการอักเสบ

9

ฟ้าทะลายโจร
ชื่อสมุนไพร ฟ้าทะลายโจร
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน  น้ำลายพังพอน , ขุนโจรห้าร้อย (ภาคกึ่งกลาง,กรุงเทพ), สามสิบดี (ร้อยเอ็ด) , ฟ้าสาง (สกลนคร) , เขยตายายหุ้ม (จังหวัดราชบุรี) , หญ้ากันงู (สงขลา) , ฟ้าสะท้าน (พัทลุง) , ก้อนเมฆทะลาย (จังหวัดยะลา) ,เชิญสิน , เจ๊กเกี้ยงฮี้ , โขว่เซ่า , ซีปังฮี (จีน)
ชื่อสามัญ  Kariyat, Creat, Herba  Andrographis, Indian Echinace
ชื่อวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm. f .) Nees
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Andrographis paniculata (Burm.f.) Nees
สกุล   Acanthaceae
ถิ่นเกิด ฟ้าทะลายโจร เป็นไม้ล้มลุกในเชื้อสายเดียวกับโหระพาหรือกระเพรา มีถิ่นกำเนิด และพบแพร่ขยายตามประเทศต่างๆในทวีปเอเซีย ซึ่งจัดเป็นสมุนไพรท้องถิ่นในประเทศแถบทวีปเอเชียรวมทั้งเอเซียอาคเนย์ ได้แก่ ประเทศอินเดีย จีน ศรีลังกา ไทย รวมทั้งยังคงใช้กันอย่างมากมายในหลายประเทศทั่วทวีปเอเชีย โดยนิยมนำส่วนของใบแล้วก็ลำต้นใต้ดินมาทำเป็นยารักษาโรค โดยเป็นไม้ล้มลุกที่มีรสขมจัด จนถึงขึ้นชื่อว่าเป็นแรงวแห่งความขม “King of the Bitterness”  ในปัจจุบันสามารถพบฟ้าทะลายโจรได้ทั่วไปในประเทศไทย ลาว เขมร มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม จีน ประเทศอินเดีย ศรีลังกา แล้วก็หมู่เกาะในสมุทรแคริบเบียน ส่วนในประเทศไทยนั้นสามารถเจอได้ทุกภาคของประเทศ และยังเป็นสมุนไพรที่กำลังเป็นที่นิยมสำหรับเพื่อการนำมาใช้คุณประโยชน์สำหรับการรักษาโรคอีกด้วย
ลักษณะทั่วไป ฟ้าทะลายขโมย เป็นไม้พุ่มเตี้ยสูง 40-80 ซ.มัธยม ลำต้นลักษณะสี่เหลี่ยม แตกกิ่งก้านสาขามาก ต้นมีรสขมมากมาย ใบออกตรงกันข้ามกัน ตัวใบยาวรีปลายใบเรียวแหลม ยาว 2-8 ซ.มัธยม กว้าง 1-3 ซ.มัธยม ขอบใบมีรอยหยักนิดหน่อยแทบเรียบ ก้านใบสั้นจนแทบเรียกว่า ไม่มีก้านใบ ดอกออกมาจากซอกใบหรือที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมีสีเขียว ยาวราวๆ 3 มัธยมมัธยม ส่วนโคนชิดกันปลายแยกเป็น 5 กลีบเรียวแหลมกลีบดอกไม้ติดกันเป็นหลอดสีขาว ปลายแยกเป็น 2 ด้านใหญ่ๆคล้ายปาก ด้านบนขนาดใหญ่กว่าส่วนด้านล่าง
ส่วนปลายยังแบ่งเป็นกลีบเล็กๆ3 กลีบ มีรอยกระสีม่วง ซีกด้านล่างมีขนาดเล็ก ส่วนปลายมีรอยแยกเป็น 2 กลีบสีขาว เกสรตัวผู้มี 2 อัน ใกล้กับกลีบดอกไม้ ก้านเกสรเป็นเส้นสีขาวบางๆยื่นออกมา 2 เส้น มีขนนุ่มๆปกคลุมอยู่ ปลายมีอับเรณูสีม่วงดำ ก้านเกสรตัวเมียเป็นเส้นยาวๆบางๆสีแดงอมาสัมผัสที่อับเรณูของเกสรตัวผู้ รังไข่มี 1 อัน ผลเป็นฝักทรงกระบอกแบนมีร่องลึกตรงกลางด้านแบบทั้งสองด้าน ฝักยาวโดยประมาณ 1.5 เซลเซียสมัธยม กว้าง 0.5 ซ.มัธยม ฝักแก่แล้วแตกตามรอยข้าง ฝักแบ่งเป็น 2 ส่วน โดยมีร่องลึกนั้นอยู่ที่ด้านละร่อง เมล็ดสีส้มแดงแข็ง ดูค่อนข้างโปร่งแสง ฝักหนึ่งมีเมล็ดหลายเมล็ด
การขยายพันธุ์
ฟ้าทะลายโจรเป็นพืชล้มลุกนานหลายปี สามารถพบเจอได้ตามพื้นที่ทั่วไป เป็นพืชที่เติบโตก้าวหน้าในทุกสภาพดิน ถูกใจดินร่วนซุย ดินมีความชุ่มชื้น สามารถเติบโตในพื้นที่ที่มีวัชพืชขึ้นครึ้มได้ดิบได้ดี พบได้บ่อยในที่โล่งแจ้งหรือแสงแดดรำไร
การขยายพันธุ์ฟ้าทะลายขโมยนิยม ขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด เมล็ดที่ใช้ควรเป็นเมล็ดแก่ที่มีลักษณะสีดำ โดยการหว่านในแปลงดินหรือพื้นที่ว่างทั่วไป รวมถึงการหยอดเมล็ดในกระถาง เมล็ดจะแตกออกด้านใน 1-2 อาทิตย์
ฟ้าทะลายโจรหลังเมล็ดแตกออกแล้วไม่ได้อยากการดูแลมากมายเหมือนพืชทั่วไป เพราะว่าไม่มีโรคหรือแมลงรอทำลายมากสักเท่าไรนัก เพียงคอยกำจัดวัชพืชรอบลำต้นก็สามารถเติบโตได้ดี และไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด แต่ว่าควรรอให้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยธรรมชาติ และก็ลูกพรวนดินให้ร่วนซุยบ่อย
ในการเก็บเกี่ยวควรจะเก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชออกดอกตั้งแต่แมื่อเริ่มออกดอกจนกระทั่งดอกบานจำนวนร้อยละ 50 เพื่อให้มีปริมาณสารสำคัญสูง ซึ่งพืชจะมีอายุโดยประมาณ 110-150 วัน
องค์ประกอบทางเคมี
ส่วนเหนือดินฟ้าทะลายขโมย มีสารสำคัญจำพวกไดเทอร์พีนแล็กโทน (diterpene lactones) หลายชนิด ดังเช่น แอนโดรกราโฟไลด์ (andrographolide) นีโอแอนโดร-กราโฟไลด์ (neoandrographolide) ดีออกซีแอนโดร-กราโฟไลด์ (deoxyandrographolide) ดีออกซีไดดีไฮโดรแอนโดรกราโฟไลด์ (deoxy-didehydro andrographolide) ทั้งนี้วัตถุดิบฟ้าทะลายมิจฉาชีพที่ดีจะต้องมีปริมาณแล็กโทนรวมคำนวณเป็นแอนโดรกราโฟไลด์ไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 6 และไม่ควรจะเก็บวัตถุดิบไว้ใช้นานๆเพราะจำนวนสารสำคัญจะลดโดยประมาณปริมาณร้อยละ 25 เมื่อเก็บไว้ 1 ปี รวมถึงยังมีสารกรุ๊ปฟลาโอ้อวดน ได้แก่ aroxylin, wagonin, andrographidine A , paniculide A ,paniculide B , paniculide C , andrographolide , neoandrographolide ,
deoxyandrographolide-19-B-D-glucopyranoside , deoxyandrographolide , caffeic acid (3, 4- dihydroxy-cinnamicacid) , chlorogenic acid , 3, 5-dicaffeoyl-d-quinic acid , Ninandrographolide
    Andrographoside                         Paniculide A               
คุณประโยชน์/สรรพคุณ สำหรับการนำฟ้าทะลายโจรมาใช้ประโยชน์นั้นส่วนมากจะเน้นหนักในเรื่องคุณประโยชน์ทางยาในการบรรเทาโรคมากยิ่งกว่าจะเอามาทำประโยชน์อื่น ซึ่งคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายโจรนั้นมีดังนี้
หนังสือเรียนยาไทย ฟ้าทะลายขโมยเป็นยาเย็นมีรสขมใช้ดับร้อน , แก้พิษ , เพื่อรักษาไข้ หวัด ไข้หวัดใหญ่ ดับพิษร้อน ยับยั้งอักเสบในอาการไอ เจ็บคอ คออักเสบ ต่อมทอนซิล หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ถุงน้ำดีอักเสบ  ขับเสลด ลดบวม แก้บิด แก้กระเพาะอักเสบ ลำไส้อักเสบ รักษาโรคผิวหนัง ฝี การตำหนิดเชื้อ ที่ทำให้มีลักษณะอาการเจ็บท้อง ท้องร่วง บิด ทำให้เจริญอาหาร ลดความดันโลหิต คางทูม หูชั้นกลางหรือปากอักเสบฯลฯ
ส่วนในทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้กำหนดคุณประโยชน์ของฟ้าทะลายขโมยไว้ดังต่อไปนี้  ช่วยรักษาโรคหวัด เพราะว่ามีสารสำคัญทางพฤกษศาสตร์หลายแบบ ได้แก่ ไดเทอร์ปีนแลคโตน (Diterpene Lactones) ฟลาโวนอยด์ (Flavonoid) รวมทั้งสารประกอบอื่นๆซึ่งมั่นใจว่าช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ดำเนินงานดีขึ้น รวมทั้งมีส่วนช่วยทุเลาอาการจากโรคหวัดสำหรับคนไข้ที่มีอาการไม่รุนแรง และก็ค่อนข้างไม่เป็นอันตรายสำหรับการกิน เนื่องด้วยจากการศึกษาเล่าเรียนไม่พบผลข้างเคียง ซึ่งอาจเป็นอีกตัวเลือกเสริมของการดูแลรักษาหวัดทั่วไป
โรคลำไส้ใหญ่อักเสบ ฟ้าทะลายโจรมีคุณลักษณะช่วยยั้งการหลั่งสารที่ทำให้เกิดอาการอักเสบในร่างกาย ต้านทานอนุมูลอิสระ การแข็งตัวของเลือด และยังพบกล่าวว่าสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยช่วยป้องกันโรคลำไส้ใหญ่อักเสบจากการทดลองในสัตว์ อีกทั้งยังถูกใส่เป็นยาสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติของกระทรวงสาธารณสุขในหมวดกลุ่มอาการของระบบทางเดินอาหาร ก็เลยมักนำมาใช้ประโยชน์สำหรับการรักษาและก็บรรเทาโรคไส้อักเสบ
จากข้อมูลในข้างต้นเชื่อว่าฟ้าทะลายโจร มีความน่าจะเป็นไปได้สำหรับในการทุเลาอาการโรคลำไส้ใหญ่อักเสบได้เช่นเดียวกับยาเมซาลาซีนที่ใช้เป็นรักษาโรคลำไส้ใหญ่อักเสบในขณะนี้ แต่ควรระมัดระวังสำหรับในการใช้อย่างเหมาะสมแล้วก็อยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เป็นหลัก ด้วยเหตุว่าการใช้ฟ้าทะลายขโมยยังเป็นการแพทย์โอกาสและก็เจอรายงานผลข้างเคียงจากการศึกษาอยู่เล็กน้อย
ลดอาการไข้และลักษณะการเจ็บคอที่มีต้นเหตุมาจากต่อมทอนซิลอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบเป็นการอักเสบของต่อมทอนซิลจากการติดเชื้อในช่องคอ ด้วยสรรพคุณช่วยระงับอาการอักเสบแล้วก็ต่อต้านเชื้อการตำหนิดเชื้อของฟ้าทะลายมิจฉาชีพ และก็จากการศึกษาค้นคว้าวิจัยทดลองก็เลยมั่นใจว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพ ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการติดเชื้อในทางเดินหายใจช่วงต้นได้
โรคข้อรูมาตอยด์  เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดการอักเสบตามข้อและหลายอวัยวะภายในร่างกาย ซึ่งฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ โดยยิ่งไปกว่านั้นสารแอนโดเกลื่อนกลาดราโฟไลด์ (Andrographolide) จึงถูกนำมาใช้เป็นการรักษาโอกาสในโรคภูไม่ต่อต้านตัวเองหรือแพ้ภูเขามิตนเอง แล้วก็จากการเรียนการใช้ยาที่มีสารสกัดจากฟ้าทะลายขโมยในคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์ที่มีลักษณะอาการของโรคกำเริบเสิบสาน  จึงคาดว่าฟ้าทะลายมิจฉาชีพก็อาจนำไปใช้เป็นการรักษาเสริมในคนไข้โรคข้อรูมาตอยด์ได้
โรคไข้หวัดใหญ่ คุณสมบัติของฟ้าทะลายโจรคือช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้น ฟ้าทะลายมิจฉาชีพ จึงมีคุณภาพในการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่ได้ จากการเล่าเรียนนำร่อง 2 ชิ้น เกี่ยวกับความสามารถของการใช้สารสกัดที่มีส่วนประกอบของฟ้าทะลายโจรในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ ปริมาณ 540 คน เปรียบเทียบกับยาอะแมนตาดีน (Amantadine) ที่เป็นยารักษาโรคไข้หวัดใหญ่ ผลพบว่า คนเจ็บที่ได้รับสารสกัดฟ้าทะลายมิจฉาชีพมีลักษณะอาการดีขึ้นเร็วแล้วก็อาการแทรกซ้อนน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาอะแมนตาดีน ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสารสกัดฟ้าทะลายขโมย มีคุณภาพต่อการรักษาโรคไข้หวัดใหญ่
รูปแบบ/ขนาดการใช้
ตำรับยาไทย

  • แก้บิดจากแบคทีเรีย (บิดไม่มีตัว หรือบิดชิเกลล่า) ลำไส้อักเสบ ใช้ใบสด 10-15 กรัม ต้มน้ำผสมน้ำผึ้งรับประทาน
  • แก้บิดจากแบคทีเรียอย่างฉับพลัน ลำไส้อักเสบ กระเพาะอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำ กินวันละชุด แบ่งกินเป็น 2 ครั้ง ตอนเช้า-เย็น
  • แก้หวัด เป็นไข้ ปวดศีรษะ ท้องเดิน ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผง ผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง
  • แก้ไข้หวัดใหญ่ ปอดอักเสบ ใช้ต้นแห้งบดเป็นผุยผงผสมน้ำสุก รับประทานทีละ 3 กรัม วันละ 3-4 ครั้ง
  • แก้หลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ ใช้ใบแห้ง 10 กรัม ต้มน้ำดื่ม
  • แก้วัณโรคปอดในระยะเริ่มต้น


           ใช้ใบแห้งบกเป็นผุยผงผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นเม็ดขนาดเมล็ดถั่วเหลือง รับประทานครั้งละ 15-30 เม็ด วันละ 2-3 ครั้ง กับน้ำสุก
           ใช้ต้นแห้ง 15 กรัม ใบจับไต่กงเล้า (Mahonia bealei (Fort) Carr) 15 กรัม เถาฮงอาเสี่ยโกยฮ๊วย (Milletia reticulate Benth) 30 กรัม ต้มน้ำ แบ่งให้รับประทานเป็น 2 ครั้ง วันละ 1 ชุด ต่อเนื่องกัน 15-30 วัน เป็น 1 รอบ ของการรักษา

  • แก้โรคไอกรน ใช้ใบ 3 ใบ ชงน้ำ ผสมน้ำผึ้งรับประทานวันละ 3 ครั้ง
  • แก้ความดันเลือดสูง จนมีลักษณะอาการปรากฏให้มองเห็น ใช้ใบ 5-7 ใบ ชงน้ำดื่มวันละหลายๆครั้ง
  • แก้ปากอักเสบ ต่อมทอนซิลอักเสบ ใช้ใบแห้งบดเป็นผุยผงหนัก 3-5 กรัม ผสมน้ำผึ้งกินร่วมกับน้ำ
  • แก้คออักเสบ ใช้ต้นสดเคี้ยวกลืนช้าๆให้ทำลายเชื้อที่รอบๆลำคอ
  • แก้ไส้ติ่งอักเสบ ใช้ต้นแห้ง 25 กรัม กับดอกต้นเบญจมาศสวน (Chrysanthemum indicum L.) 30 กรัม ต้มน้ำกินวันละ 2 ชุด
  • แก้จมูกอักเสบ หูชั้นกึ่งกลางอักเสบ ปอดฟัน ใช้ต้นแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำกินหรือใช้ต้นสดตำคั้นเอาน้ำหยอดหูอีกด้วย
  • แก้โรคหนองใน ทางเดินปัสสาวะอักเสบ ใช้ใบสด 10-15 ใบ ตำผสมน้ำผึ้งชงน้ำดื่ม
  • แก้บาดแผลไฟเผา น้ำร้อนลวก ใช้ใบแห้งบดเป็นผงละเอียดผสมน้ำมันพืชทา หรือใช้ใบสดต้ม เอาน้ำที่ต้มเย็นแล้วมาล้างบาดแผล
  • แก้พิษงูกัด


           ใช้ใบสดตำ เอาไปอังเหนือควันไฟกระทั่งติดน้ำมันจากควันไฟ เอามาพอกที่ปากแผล หรือใช้ใบแห้ง 10-15 กรัม ต้มน้ำดื่ม
           ใช้ต้นสด 30 กรัม ร่วมกับ Paris polyphylla 10 กรัม ฮั่งชิ้งเช่า (Scutellaria indica L.) เลือกเอาแบบใบแคบ 30 กรัม จั่วจิเช่า จำพวกดอกขาว (Oldenlandia diffusa Roxb) 30 กรัม ต้มน้ำดื่มวันละ 1-2 ชุด

  • แก้ผื่น ผื่นคัน ใช้ผงยานี้ 30 กรัม ผสมน้ำมันพืชลงไป กระทั่งมีความจุ 100 หม่อมหลวง ใช้ทาบริเวณที่เป็น
การใช้ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)

  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการท้องร่วง โดยใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมยขนาด 250 มิลลิกรัม ปริมาณ 2 แคปซูล รับประทาน 4 ครั้งต่อวัน
  • ใช้ฟ้าทะลายขโมยรักษาอาการไอแล้วก็เจ็บคอ โดยนำใบฟ้าทะลายขโมยสดตากแห้งในร่ม บดเป็นผงละเอียด นำมาปั้นเป็นยาลูกกลอน ขนาดปลายนิ้วก้อย ผึ่งลมให้แห้ง กิน 3-6 เม็ด วันละ 4 ครั้ง 3 เวลา หลังรับประทานอาหารแล้วก็ก่อนนอน หรือใช้แคปซูลของผงใบฟ้าทะลายขโมย ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 2 แคปซูล รับประทานวันละ 4 ครั้งหลังอาหารและก็ก่อนนอน
  • ใช้ฟ้าทะลายโจรรักษาฝี โดยนำใบค่อนข้างแก่ราว 1 กำมือ แล้วเอาเกลือ 3 เม็ด ใส่ผสมตำรวมกันในครกพอละเอียดดี เอาสุราครึ่งถ้วยชา น้ำครึ่งช้อนชา ใส่รวมลงไปคนจนเข้ากันดีเทน้ำดื่มค่อนถ้วยชา กากที่เหลือพอกแผลฝี แล้วเอาผ้าสะอาดพันไว้ พอกใหม่ๆจะรู้สึกปวดบางส่วน


ยาจากสมุนไพรในบัญชียาหลักแห่งชาติ    ยาแคปซูล ยาเม็ด ที่มีผงฟ้าทะลายขโมยแห้ง 250 มิลลิกรัม และ 500 มิลลิกรัม      บรรเทาอาการท้องเสียไม่ติดเชื้อ รับประทานทีละ 500 มิลลิกรัม – 2 กรัม วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหาร    บรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ รับประทานวันละ 3 – 6 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังรับประทานอาหารรวมทั้งก่อนนอน                 บรรเทาอาการหวัด รับประทานวันละ 1.5 – 3 กรัม แบ่งให้วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารรวมทั้งก่อนนอน  การใช้เพื่อรักษาหรือบรรเทาโรคอื่น หรือใช้บำรุงร่างกาย ควรจะต้มน้ำหรือรับประทาน 1-3 กรัม หลังรับประทานอาหาร 1-7 วัน และควรเว้นระยะการกิน 3-4 วัน เพื่อลดผลที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการสั่งสมของสารหรือได้รับสารในจำนวนมากในร่างกาย

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ลดไข้     เมื่อป้อนส่วนสกัด 85% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน ขนาด 2.5 กรัม/กิโลกรัม แก่กระต่ายที่ถูกฉีดวัคซีนไข้รากสาดน้อยเข้าใต้ผิวหนังเพื่อให้เจ็บป่วย พบว่าไข้น้อยลง เหมือนกันกับเมื่อป้อนสารสกัด 95% เอทานอล ขนาด 2 แล้วก็ 4 มิลลิลิตร/กก. แก่หนูขาว albino ที่ถูกฉีดเชื้อยีสต์เข้าใต้ผิวหนังขนาด 300 มิลลิกรัม/กก. เพื่อป่วย พบว่าไข้จะต่ำลงภายหลังที่ได้รับสารสกัด 180 และก็ 270 นาที รวมทั้งมีความรู้ความสามารถในการลดไข้พอๆกับยาลดไข้แอสไพริน แม้กระนั้นสารสกัดดังกล่าวข้างต้นไม่อาจจะลดไข้หนูขาวที่จับไข้เนื่องด้วยถูกฉีดเชื้อยีสต์ขนาด 600 มิลลิกรัม/กก. ส่วนสกัดน้ำ หรือ 50% เอทานอลจากส่วนเหนือดิน เมื่อให้ทางปากกระต่าย ขนาดสูงสุด 5 ก./กก. ไม่สามารถที่จะลดไข้กระต่ายที่ถูกทำให้จับไข้โดยการฉีดยาไทฟอยด์เข้าใต้ผิวหนัง  Madav S, et al. พบว่า andrographolide ขนาด 100 มก./กก. ให้ทางสายยางลงไปยังกระเพราะของกินหนูถีบจักร สามารถลดไข้หนูที่ถูกทำให้เจ็บป่วยโดย Brewer’s yeast
ส่วนการเรียนทางสถานพยาบาลในคนไข้แก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะไม่สบาย แล้วก็เจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง รวมทั้งองค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล จำนวน 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 ก./วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันนาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการดูแลและรักษาคนเจ็บกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายขโมย ขนาด 6 ก./วัน ลักษณะของการมีไข้แล้วก็ลักษณะการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายมิจฉาชีพขนาด 3 กรัม/วัน แต่ว่าผลของการรักษาไม่ได้ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการดูแลรักษา
ฤทธิ์ลดการอักเสบ        เมื่อป้อนส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 2 กรัม/กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan และก็ฉีดส่วนสกัดน้ำ ส่วนสกัดเอทานอล (50%) รวมทั้งส่วนสกัดเอทานอล (85%) จากส่วนเหนือดินเข้าท้องหนูขาว ขนาด 0.5-2.5, 0.06-0.25 และก็ 1-2 กรัม/กก. เป็นลำดับ จะสามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูได้ แต่ถ้าป้อนส่วนสกัดน้ำ แล้วก็ส่วนสกัดเอทานอล (50%) จากส่วนเหนือดิน ขนาด 0.125-2 ก./กก. ไม่มีฤทธิ์ลดการอักเสบของอุ้งเท้าหนู
          เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ 500 มก./กก. สารสกัดอัลกอฮอล์จากใบ ขนาด 200 และก็ 500 มิลลิกรัม/กก.  และสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แก่หนูขาว พบว่าสามารถยับยั้งอาการบวมของอุ้งเท้าหนูที่ถูกรั้งนำให้อักเสบโดย carrageenan ได้พอๆกับ 54.97, 38.01, 53.22 และก็ 41.23% เป็นลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านทานการอักเสบ prednisolone ขนาด 5 มิลลิกรัม/กก., indomethacin ขนาด 5 มก./กก. และก็ ibuprofen ขนาด 10 มก./กก. เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายมิจฉาชีพ สารสกัดอัลกอฮอล์ และก็สารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 500 มก./กิโลกรัม จะยับยั้งการเคลื่อนที่ของเซลล์เม็ดเลือดขาวในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่บริเวณท้อง เท่ากับ 40.67, 45.63 แล้วก็ 35.25% เป็นลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต่อต้านการอักเสบ prednisolone รวมทั้ง ibuprofen  แล้วก็เมื่อให้ผงใบฟ้าทะลายโจร สารสกัดอัลกอฮอล์ รวมทั้งสารสกัดน้ำจากใบ ขนาด 200 แล้วก็ 500 มิลลิกรัม/กิโลกรัม เสมอกัน 3 รูปแบบ สามารถยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีเข้าที่รอบๆหน้าท้องทิ้งไว้ 5 วัน เท่ากับ 11.86 รวมทั้ง 19.85%, 15.15 รวมทั้ง 22.78%, 11.76 แล้วก็ 15.89% ตามลำดับ แล้วก็มีฤทธิ์ใกล้เคียงกับยาต้านการอักเสบ ibuprofen ผงใบฟ้าทะลายโจรและสารสกัดอัลกอฮอล์มีฤทธิ์ลดการอักเสบมากที่สุด
          สาร andrographolide จากฟ้าทะลายมิจฉาชีพสามารถยับยั้งวิธีการอักเสบได้ เมื่อป้อนให้หนูขาวในขนาด 30, 100 และ 300 มก./กิโลกรัม สามารถลดอาการบวมของอุ้งเท้าหนูขาวที่ถูกทำให้อักเสบโดย carrageenan, kaolin และก็ nystatin ยับยั้งการเกิด granuloma ในหนูขาวที่ถูกฝังสำลีไว้ที่หน้าท้อง และลดบวมใน adjuvant ซึ่งจะก่อให้กำเนิดข้ออักเสบ andrographolide ขนาด 300 มิลลิกรัม/กก. จะยับยั้งการรั่วซึมของ acetic acid ซึ่งจะมีผลให้กำเนิด vascular permeability andrographolide ขนาด 20 มคกรัม/มล. จะลดการผลิต a-tumor necrosing factor (ซึ่งเป็น cytokine ที่อยู่ในขั้นตอนการทำให้เกิดการอักเสบ) ของเม็ดเลือดขาวโมโนซัยท์ ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide และก็เพิ่มการผลิต interleukin-1-b และ interleukin-6 เล็กน้อย ลดการผลิต a-tumor necrosing factor ในเม็ดเลือดแดงของอาสาสมัครสุขภาพดีที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide ได้มากกว่า 96% แต่ว่าไม่เป็นผลยั้ง interleukin-1-b แล้วก็ interleukin-6 สาร andrographolide ขนาด 0.1-10 ไมโครโมล คุ้มครองป้องกันการยึดติดรวมทั้งย้ายที่ (adhesion and transmigration)ของเม็ดเลือดขาวนิวโตรฟิลที่ถูกรั้งนำโดย -formyl-methionyl-leucyl-phenylalanine (fMLP) โดยผ่านขั้นตอนการที่ andrographolide จะไปลดการแสดงออก (up-expression) ของ CD11b และ CD18 และก็ไปแย่ง fMLP จับกับ phorbol-12-myristate-13-acetate (PMA) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น protein kinase C ที่จะไปกระตุ้นให้เกิดการผลิต ROS (reactive oxygen species)  ส่วนสกัดจากสารสกัดฟ้าทะลายขโมย (ไม่เจาะจงจำพวกของสารสกัดรวมทั้งส่วนที่ใช้) ความเข้มข้น 100 มค.ก./มล. จะยับยั้งสารที่เกี่ยวเนื่องกับขั้นตอนเกิดการอักเสบ โดยไปยับยั้ง platelet activating factor (PAF) 82±3% และยับยั้ง fMLP 79±4%  ซึ่งเป็นสารที่ไปกระตุ้น neutrophil granulocyte ให้ผลิตสารที่จะไปนำมาซึ่งการอักเสบ ยิ่งไปกว่านั้นสามารถยับยั้ง neutrophil สำหรับการผลิต elastase ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการอักเสบได้ 73±4%   สาร andrographolide ขนาด 1-100 ไมโครโมล จะยั้งการสร้าง NO ในเซลล์ RAW 264.7 ที่ถูกกระตุ้นโดย lipopolysaccharide รวมทั้ง g-interferon ขนาดของสารที่สามารถยั้งได้ 50% พอๆกับ 17.4±1.1 ไมโครโมล  นอกเหนือจากนั้นยังลด inducible NO synthase protein (iNOS protein) รวมทั้งลดความคงตัวของโปรตีนโดยผ่านแนวทางการ post-transcription และก็สารสกัดเมทานอลจากใบมีฤทธิ์ลดการสร้าง nitric oxide ของ macrophage ที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide โดยสาร andrographolide รวมทั้ง neoandrographolide ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ จะมีฤทธิ์ยั้งการผลิต nitric oxide ที่ความเข้มข้น 0.1-100 ไมโครโมล แล้วก็ความเข้มข้นซึ่งสามารถยับยั้งการผลิต nitric oxide 50% พอๆกับ 7.9 แล้วก็ 35.5 ไมโครโมล เป็นลำดับ ผลสำหรับในการออกฤทธิ์ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของสาร เมื่อให้สัตว์ทดสอบที่ถูกกระตุ้นด้วย lipopolysaccharide กิน neoandrographolide ขนาด 5 และ 25 มิลลิกรัม/กิโลกรัม/วัน จะยับยั้งการสร้าง nitric oxide 35 และก็ 40% เป็นลำดับ ส่วน andrographolide เมื่อให้ทางปาก ไม่มีฤทธิ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น (3)  นอกจากนี้ยังมีการศึกษาค้นคว้าพบว่าสาร deoxyandrographolide, didehydrodeoxyandrographolide รวมทั้ง neoandrographolide มีฤทธิ์ลดการอักเสบด้วยเหมือนกัน
          การศึกษาเล่าเรียนทางคลินิกในคนเจ็บแก่กว่า 12 ปี ปริมาณ 152 คน มีลักษณะอาการเจ็บป่วย รวมทั้งเจ็บคอ มารับการรักษาที่โรงพยาบาลชุมชน 6 แห่ง แล้วก็องค์การเภสัชกรรม แบ่งเป็นกลุ่มแบบสุ่มให้ได้รับยาพาราเซตามอล ปริมาณ 53 คน  แคปซูลฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน ปริมาณ 48 คน ขนาด 6 กรัม/วัน จำนวน 51 คน รับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 7 วัน พบว่าในวันที่ 3 ของการรักษาคนป่วยกลุ่มที่ได้รับพาราเซตามอลหรือแคปซูลฟ้าทะลายมิจฉาชีพ
ขนาด 6 กรัม/วัน ลักษณะของการมีไข้และลักษณะของการเจ็บคอจะหายไปมากกว่ากรุ๊ปที่ได้รับฟ้าทะลายโจรขนาด 3 ก./วัน  แม้กระนั้นผลการรักษาไม่ต่างอะไรกันในวันที่ 7 ของการรักษา
ฤทธิ์ต้านแบคทีเรีย  สารสกัดเอทานอล 95% จากใบอย่างเข้มข้น และก็สารสกัดน้ำจากราก ยั้งเชื้อ Staphylococcus aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ สารสกัดเอทานอล 80% จากราก ขนาด 12.5 มิลลิกรัม/มล. รวมทั้ง 25 มิลลิกรัม/มล. ได้ผลกำกวมในการยั้งเชื้อ Pseudomonas aeruginosa และ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อ ตามลำดับ และสารสกัดน้ำร้อนจากใบอย่างเข้มข้น ให้ผลไม่กระจ่างสำหรับในการยั้งเชื้อ S. aureus ในจานเลี้ยงเชื้อเช่นกัน ทดสอบสารสกัดเฮกเซน และสารสกัดน้ำจากฟ้าทะลายโจรต้น ความเข้มข้น 200 มิลลิกรัม/มล. ด้วยแนวทาง agar well diffusion method ไม่มีผลยับยั้งเชื้อ S. aureus เมื่อป้อนสารแขวนลอยของผงใบแล้วก็ลำต้นฟ้าทะลายขโมยแก่หนูขาว (Wistar albino weaning rats) 3 กรุ๊ปๆละ 24 ตัว ขนาด 0.12, 1.2 และก็ 2.4 ก./กิโลกรัม นาน 6 เดือน โดยมีหนูอีก 24 ตัว รับประทานอาหารตามเดิม เป็นกลุ่มควบคุม ต่อจากนั้นวางหนู ดูดเอาเลือดจากห้องหัวใจ ตัดเนื้อเยื่อปอดและตับมาวางไว้ที่จานเลี้ยงเชื้อที่มี B. subtilis แล้วก็ pathogenic bacteria พบว่า ฟ้าทะลายโจรทุกขนาดคว

10

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือมีผลยังไงต่อเซลล์ต่อมะเร็ง โรคหัวใจ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความดันสูง รวมทั้งโรคอื่นๆอันแสนเพลียที่จะรักษา ติดตามผลการศึกษายืนยันสรรพคุณได้ในบทความนี้จ้ะ
บทความกลุ่มนี้อ้างอิงคุณประโยชน์ของเห็ดหลินจือจากผลการค้นคว้ายืนยันจากที่ต่างๆเพื่อให้เพื่อนฝูงได้ใคร่ครวญด้วยตัวเองว่ารักษาโรคได้ดีแค่ไหนแล้วก็น่าเชื่อถือเพียงใด หากเพื่อนพ้องๆเคยอ่านบทความเกี่ยวกับสรรรพคุณหรืองานศึกษาเรียนรู้วิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือจากที่อื่นมาก่อน แล้วรู้สึกอ่านไม่ง่ายเท่าไหร่ไหมรู้เรื่อง บทความในเว็บแห่งนี้นักเขียนได้คัดและก็รวบรวมจากหลายที่แล้วก็เขียนในภาษาที่อ่านง่ายที่สุดเท่าที่จะทำเป็น
สหายๆถูกใจบทความนี้ก็จะเป็นอย่างยิ่งดวงใจให้คนเขียนได้บทความดีๆให้เพื่อนฝูงอ่านกันอีกต่อไปบทความเห็ดหลินจือรักษาโรคเด็ดๆที่เพื่อนพ้องๆจะต้องถูกใจ
ระบบภูมิคุ้มกันเป็นกลไกการกำจัดเชื้อโรค สารเคมีแปลกปลอม เซลล์มะเร็ง และก็สิ่งเจือปนอื่ๆที่จะเข้ามาทำอัตรายต่อสุขภาพพวกเรานั้นเอง ด้วยเหตุนี้ถ้าหากเพื่อนๆมีระบบระเบียบภูมิต้านทานดีก็จะไม่เจ็บไข้ง่าย หรือหากป่วยไข้ก็จะรู้สึกตัวเร็ว แต่ว่าหากระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีก็จะป่วยบ่อยครั้งแล้วก็เป็นหนักกว่าคนที่มีระบบูมิคุ้มกันแข็งแรง มาถึวนี้แล้วเพื่อนๆอาจเห็นความสำคัญของการมีระบบภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงกันแล้ว
ชาวจีนโบราณใช้สมุนไพร เห็ดหลินจือมายาวนานกว่า 2000 ปีแล้ว แม้กระนั้นในสมัยนั้นยังไม่มีผู้ใดพิสูจน์ได้ว่าเพราะเหตุไรผู้ที่ทาน[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url]ถึงมีอายุยืนและแข็งแรงไม่ค่อยเป็นโรค ในขณะนี้พวกเราสมารถพิสูจน์ได้ในทางวิทยาศาสตร์แล้วว่าสารกรุ๊ป Polysacchayide ในเห็ดหลินจือนั้นสามารถเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับเราได้จริง สารกลุ่มดังที่กล่าวมาแล้วสามารถกระตุ้นการผลิต Interleukin รวมทั้ง Immuoglodulin ซึ่งนำมาซึ่งการทำให้ระบบภูเขามคุ้มกันดีและก็แข็งแรงขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกเสริมด้วยสาร Polysaccharide ในเห็ดหลินจือจะสามารถต้านวรัส เซลล์ของโรคมะเร็ง และจำกัดสารอนุมูลอิสระก้าวหน้าขึ้น ยิ่งไปกว่านี้ยังช่วยให้ถูกผลข้างเคียงที่โดนยาต่อต้านมะเร็งบางตัวรวมทั้งกระบวนการทำคีโมกดภูมิคุ้มกันให้มีระบบภูมิคุ้มกันดียิ่งขึ้นอีก และก็เห็ดหลินจือยังมีสารออกฤทธิ์ต้านทานการแบ่งตัวของเชื้อ HIV อีกด้วย ซึ่ง กลุ่มดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคือกรุ๊ป Bitter Triterpenoids
นักค้นคว้าได้ศึกษาค้นพบสารหลากหลายประเภทในสมุนไพร เห็ดหลินจือที่ช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นโลหิตเป็นGanoderic Acid รวมทั้ง Lucidenic Acid ซึ่งสาร 2 ชนิดที่ได้กล่าวผ่านไปแล้วก่อนหน้านี้ นอกจากช่วยลดไขมันในเส้นเลือดได้แล้ว ยังคุ้มครองปกป้องไม่ให้ไขมันตันเส้นเลือดได้โดยตรงอีกด้วย นอกจากนั้นยังมีสารกลุ่ม Nucleotide ที่สามารถช่วยลดการอุดตันของลิ่มเลือดในเส้นโลหิต และก็ช่วยลดอัตราเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตได้อีกด้วย
ได้มีนักวิทยาศาสตร์ที่ประเทศญี่ปุ่นทดสอบให้สารสกัดเห็ดหลินจือกับคนที่เป็นโรคไขมันเส้นโลหิตสูง 70 ราย และก็กระทำเก็บผลของการทดสอบหลังจากผ่านไป 3 เดือน พบว่าโคเรสเตอรอลของผู้รับการทดสอบต่ำลงไปถึง 74% ซึ่งก็สอดคล้องกับผลจากการวิจัยจากทั้งโลก แล้วก็ยังพบว่าเห็ดหลินจือ เว้นแต่ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นโลหิตแล้ว ยังทำให้เลือดไหลเวียนดียิ่งขึ้นอีกด้วย
ฉะนั้น ก็เลยอาจจะกล่าวว่า สิ่งที่ใช้ในการพิสูจน์ทางคุณลักษณะและคุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากเห็ดหลินจือยังคงมีจำกัด บาง การวิจัยเป็นการทดสอบขนาดเล็ก หลักฐานที่ได้ยังไม่มีประสิทธิภาพพอเพียง หรือเป็นเพียงแต่การทดลองในคนป่วยบางกรุ๊ปแค่นั้น ประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อโรคมะเร็ง จึงยังคงเป็นหัวข้อการค้นคว้าที่ควรจะดำเนินการทดลองถัดไป เพื่อได้เห็นผลลัพ์ที่เด่นชัด และมีประโยชน์ในวงกว้างต่อการรักษาคนเจ็บโรคมะเร็งได้ในอนาคต
ภาวการณ์ต่อมลูกหมากโต และการเจ็บป่วยในระบบฟุตบาทเยี่ยว
มีแนวทางการทดลองหนึ่งที่ใช้สารสกัดจากสมุนไพร เห็ดหลินจือทดสอบในคนป่วยเพศ 88 รายซึ่งแก่เกินกว่า 49 ปีขึ้นไป ที่มีอาการเยี่ยวติดขัด ข้างหลังการทดลองกว่า 12 อาทิตย์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ผู้ป่วยต่างหรูหราคะแนน IPSS ที่ดีขึ้น ( TNE lnternational Prostate Symptom Score )ซึ่งเป็นค่าคะแนนสากลในการวัดปัญหาในระบบฟุตบาทปัสวะของผู้ป่วยจากการตอบคำถาม กลับไม่ปรากฏผลในเชิงการเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิต การขับถ่ายปัสวะ หรือขนาดของต่อมลูกหมากอะไร
ด้วยเหตุนั้น การทดสอบดังกล่าวข้างต้นก็เลยยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาสตร์ที่เด่นชัดพอเพียง จึงควรมีการค้นคว้าทดสอบในด้านนี้ถัดไปในอนาคต เพื่อค้นหาหลังฐานที่ชัดเจนสำหรับการสรุปเกี่ยวกับประสิทธิของเห็ดหลินจือต่อการดูแลรักษาภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตหรือปัญหาสุขภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวพัน

ลดปัจจัยเสี่ยงของโรคเส้นโลหิตหัวใจ
จากการวิเคราะห์ผลของการทดลองทางการแพทย์ 5 ราการ ซึ่งมีคนเจ็บเบาหวานจำพวก 2 ร่วมทดสอบกว่า 398 รายพบว่า เห็ดหลินจือไม่เป็นผลทางการรักษาในเชิงการลดระดับน้ำตาลในเลือดไม่มีหลักฐานด้านวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพพอเพียงจะสนับสนุนผลทางการรักษาพวกนั้น และไม่มีข้อมูลที่พอเพียงสำหรับในการรับรองด้านความปลอดภัยจากการบริโภคเห็ดหลินจือเช่นกัน โดยหนึ่งในงานศึกษาค้นคว้าวิจัยเหล่านั้น ได้แสดงถึงผลกระทบจากการบริโภคเห็ดหลินจือในคนไข้บางราย เป็นอาการคลื่นใส้ ท้องเดิน หรือท้องผูก
สมุนไพร ดังนั้นจำเป็นที่จะต้องมีการค้นคว้าทดลองถึงสมรรถนะของเห็ดหลินจือสำหรับในการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆเหล่านี้เพื่อคุ้มครองป้องกันและการรักษาโรคเส้นโลหิตหัวใจต่อไป รวมทั้งให้รู้เรื่องแจ้งชัดชัดดเจนในด้านดังที่กล่าวถึงแล้วมากขึ้น อันเป็นผลดีต่อวิธีการรักษาคุ้มครองปกป้องโรคเส้นโลหิตหัวใจรวมทั้งอาการต่างๆที่เกี่ยวต่อไปในอนาคต

11

เห็ดหลินจือ
เห็ดหลินจือ ตอนนี้มีผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือขายเยอะแยะตามตลาด มีทั้งที่ผลิตในไทยและก็นำเข้าจากต่างถิ่น ถ้าเพื่อนๆต้องการเลือกซื้อ ต้องดูให้ดี ว่าสินค้าตัวนั้นมีที่มารวมทั้งแหล่งผลิตน่าเชื่อถือหรือไม่ มีการรับประกันจาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือเปล่า แล้วก็สินค้าที่สามารถกันความชุ่มชื้นได้ดิบได้ดีหรือประกาศ
คุณประโยชน์สมุนไพร เห็ดหลินจือที่มีงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยยืนยัน....มีอะไรบ้าง
มีความเชื่อมานานแล้วว่าเห็ดหลินจือแดงสามารถทำให้หัวใจแข็งแรง เลือดลมดี ผิวพรรณสดใส ช่วยให้แก่ช้าลง ความจำ แล้วก็ช่วยอายุยืนนาน
ส่วนคุณประโยชน์ในทางการรักษาโรคถูกกล่าวไว้อย่างมากมายเช่นเดียวกัน เช่น แก้ตับแข็ง รักษาโรคมะเร็ง รักษาโรคความดัน และก็ภูมิแพ้ฯลฯ
แม้กระนั้นทีเด็ดคือ......
มีงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยเกี่ยวกับเห็ดหลินจือรักษาโรคจากคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งในการทดสอบเล่าเรียนทางคลีนิคและยืนยันว่าเห็ดหลินจือมีคุณประโยชน์ดังต่อไปนี้จริง ไม่ใช่แค่ความเลื่อมใสอีกต่อไป อันตัวอย่างเช่น
-กระตุ้นภูมิต้านทาน
-ต้านเนื้องอกรวมทั้งมะเร็ง
-รักษาโรคทางเท้าปัสสาวะ
-รักษาโรคหัวใจ
-ช่วยให้การนอน
-ลดไขมันในเลือด
-ต้านอนุมูลอิสระ
-ต้านการอักเสบ
ในเห็ดหลินจือมีสารอาหารที่อาจเป็นผลดีต่อสุขภาพล้นหลาม ชนิดเส้นใยต่างๆโปรตีนคาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามินและก็แร่บางชนิด เชเนแคลเซียม โพแทสเซียม ฟอสฟอรัสแมกนีเซียม เซเลเนียม ธาตุเหล็ก สังกะสี ดูแดง สารโมเลกุลชีวภาพที่สำคัญ เย่างสเตียรอยด์(Steroids) เทอร์ป่ายปีนอยด์ (Terpenoide) นิวคลีโอไทด์ (Nucleotides) ไกลโคโปรตีน (Glycoproteins)พอลิแซ็กคาไรค์ (Polrsacchayides) และก็สารอนุพันธ์อื่นๆโดยเฉพาะกรดอะมิโนไลซีน (Lysine) และก็ลิวซีน (Leucine)ด้วยเหตุฉะนี้ มีบางบุคคลหรือในบางวัฒนธรรมนำเห็ดหลินจือมาเตรียมอาหารรวมทั้งแปรรูปเพื่อการบริโภคอย่างนานัปการ นักวิทยาศาสตร์ก็เลยมีความสนใจแล้วก็นำเห็ดหลินจือมาทดสอบหาประสิทธิผลทางการรักษาและก็การบำรุงสุขภาพ เพื่อพิสูจน์ว่าเห็ดจำพวกนี้มีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของมนุษย์จริงหรือไม่

เห็ดหลินมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพที่อาจเป็นได้จริงหรือ?
ถึงแม้มีการค้นคว้าทดสอบจำนวนมากเกี่ยวกับคุณลักษณะรวมทั้งคุณประโยชน์ที่บางทีอาจเป็นไปได้ของเห็ดหลินจือ
แต่ในตอนนี้ยังไม่มีหลักฐานหรือเครื่องพิสูจน์ทางด้านวิทยาศาสตร์แล้วก็การแพทย์ที่แน่ชัดถึงคุณลักษณะแล้วก็คุณค่าที่อาจเป็นได้ของเห็ดหลินจือแต่ ในปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานหรือข้อยืนยันทางด้านวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่กระจ่างแจ้งถึงคุณลักษณะและประสิทธิผลด้านอะไรก็ตามด้วยเหตุนั้น ผู้ซื้อควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลของเห็ดหลินจือ จำนวนและก็วิธีการบริโภคที่เหมาะสม และข้อจำกัดต่างๆและก็เหตุทางสุขภาพของตนให้ดีก่อนจะมีการบริโภค
เพิ่มความสามารถร่างกาย
สมุนไพร มีการทดลองที่ทดลองความสามารถของเห็ดหลินจือในด้านการเพิ่มสรรถภาพของร่างกาย โดยได้ ทดลองในผู้เจ็บป่วยโรคปวดกล้ามเนื้อไฟโปรไมอัลเจีย (Fibromyalgia)ผู้หญิงจำนวน 64 ราย ตลอดเวลาการทดลอง 6 สัปดาห์ ผู้เจ็บป่วยบริโภคเห็ดหลินจือจำนวน 6 กรัม/วัน แล้วหลังจากนั้นก็เลยทดลองสมรรถภาพร่างกายของคนป่วย ผลของการทดลองรวมทั้งวางแผนรักษาผู้เจ็บป่วยโรคนี้ต่อไป แต่ยังคงขาดหลักฐานเกื้อหนุนที่แน่ชัด จำเป็นจะต้องมีการทำการค้นคว้าในด้าน เพื่อหาหลักฐานรวมทั้งสิ่งพิสูจน์ที่แน่ชัดถึงประสิทธิผลของเห็ดหลินจือต่อไป
ปกติในกระแสโลหิตเราจะมีไขมันอยู่แล้วทุกคน จากมากมายน้อยก็แล้วแต่คนไป แม้กระนั้นถ้าเกิดในกระแสเลือดของพวกเรามีปริมาณไขมันมากจนเกินความจำเป็นนี่มีปัญหาแน่ค่ะ เรียกสภาวะนี้ว่า โรคไขมันในเส้นเลือดสูง ซึ่งโรคนี้มีต้นเหตุที่เกิดจากหลายสาเหตุ อีกทั้งจากของกิน ภาวะจิตใจ เห็ดหลินจือสิ่งแวดล้อม พันธุรวมถึงอาจเกิดจาผลข้างเคียงของยาบางประเภทอีกด้วย(ไขมันที่เอ่ยถึง คือ สามกลีเซอไรค์และก็คอลเรสเตอรอคอยล โรคไขมันในเลือดสูงสามารถทำให้เกิดโรคภัยต่างๆตามมาอีก ดังเช่น โรคเบาหวาน โรคความดันเลือดสูง เส้นโลหิตหัวใจตีบ หัวใจขาดเลือด และก็เส้นโลหิตสมองตีบ ฯลฯ
เมื่อวิเคราะห์เปรียบจากการรวบงานศึกษาเรียนรู้วิจัยที่ศึกษาเล่าเรียนประสิทธิผลของเห็ดหลินจือเพื่อรักษาโรคโรคมะเร็งในมนุษย์ 373 คน แม้ว่าจะพบว่าผู้ป่วยตอบสนองต่อการรักษาด้วยเคมีบรรเทาหรือรังสีบำบัดได้ดีขึ้นเมื่อรักษาร่วมกับการใช้สารสกัดจากเห็ดหลินจือ แต่เมื่อตรวจสอบและลองใช้เห็ดหลินจือเพียงอย่างเดียวกลับไม่มีประสิทธิผลในในการทำให้มะเร็งลดขนาดลงอย่างใด
นอกจากนั้น สมุนไพร จาการทวนงานศึกษาค้นคว้าวิจัยพบว่ามีงานค้นคว้าวิจัย 4 ชิ้นที่มีผลลัพธ์ส่งเสริมว่าเห็ดหลินจืออาจสโมสรต่อการแก้ไขคุณภาพชีวิตของคนเจ็บให้ และในเวลาเดียวกัน ก็ส่งผลลัพธ์จากงานค้นคว้าวิจัยหนึ่งที่แสดงถึงผลข้างคียงของเห็ดหลินจือ เป็นอาการคลื่นใส้แล้วก็นอนไม่หดังนั้นควรต้องมีการค้นคว้าทดสอบถึงสมรรถนะของ สมุนไพร เห็ดหลินจือในการลดสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่างๆพวกนี้เพื่อปกป้องแล้วก็การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจถัดไป รวมถึงให้ได้ความแจ่มกระจ่างชัดดเจนในด้านดังกล่าวมาแล้วข้างต้นเยอะขึ้น อันเป็นผลดีต่อขั้นตอนการรักษาป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจและก็อาการต่างๆที่เกี่ยวโยงต่อไปในอนาคต
ปริมาณที่เหมาะสมสำหรับในการบริโรคเห็ดหลินจืออปิ้งแน่ชัด เนื่องประสิทธิผลแล้วก็ผลกระทบจากการบริโภค โดยเหตุนั้น คนซื้อ ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับ[url=http://www.disthai.com/16484916/%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%87%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%88%E0%B8%B7%E0%B8%AD]เห็ดหลินจือ[/url] แล้วก็ปรึกษาหมอหรือเภสัชกรก่อนจะมีการบริโรค เนื่องจากว่าถึงแม้เห็ดหลินจือในแต่ละแบบจะเป็นผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ แม้กระนั้นสารเคมีรวมทั้งส่วนประต่างบางทีอาจมีผลข้างๆที่เป็นโทษต่อสถาพทางร่างกายได้เช่นเดียวกันลับด้วย

12

ต้นหญ้าหวาน
ชื่อสมุนไพร ต้นหญ้าหวาน
ชื่อวิทยาศาสตร์   Stevia rebaudiana Bertoni
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์  Eupatorium rebaudianum Bertoni, Stevia rebaudiana (Bertoni) Hemsl.)
ชื่อสามัญ  Stevia
สกุล    Asteraceae
ถิ่นเกิด  หญ้าหวาน เป็นพืชที่มนุษย์รู้จักมาเป็นเวลายาวนานกว่า 1,500 ปี ชนพื้นเมืองแถบอเมริกาใต้เป็นผู้ค้นพบและนำมาใช้เป็นครั้งแรก มนุษย์ได้นำสารสกัดของหญ้าหวานมาเป็นองค์ประกอบในชาที่ชงดื่มรวมทั้งยาสมุนไพรโบราณ โดยเฉพาะในประเทศขว้างรากวัย และบราซิล ซึ่งชื่อเดิมของต้นหญ้าหวานที่ชาวพื้นเมืองขว้างรากวัยเรียกหมายถึงkar-he-e หรือภาษาสเปน เรียกว่า yerba ducle หมายความว่า สมุนไพรหวาน เป็นสมุนไพรที่คนพื้นเมืองของขว้างรากวัย และบราซิล ใช้ผสมในอาหาร หรือเครื่องดื่มเพื่อเพิ่มความหวาน และใช้ชงเป็นชาดื่ม ที่เรียกว่า “ มะเตะ” มานานมากกว่า 400 ปีแล้วส่วนในแถบเอเชียพบว่าประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกๆที่มีการใช้สารสกัดจากหญ้าหวานอย่างแพร่หลาย โดยนำไปเป็นองค์ประกอบของอาหารและก็เครื่องดื่มต่างๆ  ดังเช่น ผักดอง ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว เนื้อปลาบด ฯลฯ
สำหรับในประเทศไทยต้นหญ้าหวานเริ่มไปสู่เมืองไทยเมื่อปี พุทธศักราช 2518 โดยเป็นการเอามาทดสอบปลูก ในภาคเหนือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน รวมทั้งเชียงราย ในปัจจุบันอย.ได้อนุญาตให้มีการใช้สารสตีวิโอไซด์เพื่อการบริโภค หญ้าหวานก็เลยจัดอยู่ในพืชสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง
ลักษณะทั่วไป

  • ลำต้น หญ้าหวาน เป็นพืชล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี ลำต้นแตกกิ่งสาขาตั้งแต่ระดับโคนต้น ทำให้มองดูเป็นทรงพุ่มเตี้ย สูงราว 30-90 เซนติเมตร ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะทรงกลม เปลือกลำต้นบาง สีเขียวอ่อน หุ้มติดกับแกนลำต้น แกนแก่นไม้เป็นไม้เนื้ออ่อน เปราะหักง่าย
  • ใบ หญ้าหวานเป็นพืชใบเลี้ยงคู่ แตกใบออกผู้เดียวๆเรียงตรงกันข้ามกันเป็นคู่ตามลำต้น และกิ่ง รวมทั้งเหนือซอกใบจะแตกยอดสั้นๆทั้งสองข้าง แต่ละใบมีรูปหอกกลับ กว้างราว 1-1.5 ซม. ยาว


ประมาณ 3-4 ซม. แผ่นใบเรียบ สีเขียวสด ขอบของใบหยักเป็นฟันเลื่อย และโก่งเข้ากึ่งกลางแผ่นใบ เมื่อบดหรือต้มน้ำจะมีรสหวานจัด

  • ดอก หญ้าหวานออกดอกเป็นช่อที่ปลายยอด มีก้านดอกสั้น กลีบมีจำนวน 5 กลีบ รูปหอกหรือรูปไข่ แผ่นกลีบดอกไม้มีสีขาว ภายในมีเกสรตัวผู้สีเหลืองอมน้ำตาล รวมทั้งเกสรตัวเมีย 1 อัน ที่มีก้านเกสรสีขาวยาวยื่นออกมาจากกึ่งกลางดอก เหมือนหนวดปลาดุก ทั้งนี้ หญ้าหวานจะมีดอกทั้งปี ในช่วงฤดูฝนจะออกดอกสีม่วง ส่วนฤดูอื่นๆมีดอกสีขาว
  • ผล ผล เป็นผลแห้งขนาดเล็ก ไม่ปริแตก ภายในมีเมล็ดคนเดียวจำนวนไม่ใช่น้อย เม็ดสีดำ มีขนปุยนุ่นปกคลุม


การขยายพันธุ์  ต้นหญ้าหวาน เป็นพืชที่ชอบอากาศที่ค่อนข้างเย็น ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิราว 20-26 องศาเซลเซียส เป็นพืชที่ถูกใจดินร่วนหรือดินร่วนคละเคล้าทรายที่ระบายน้ำได้ดี แล้วก็พืชจำพวกนี้จะเติบโตได้เป็นอย่างดีเมื่อเพาะปลูกในพื้นที่ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราวๆ 600-700 เมตร
                เพราะฉะนั้นจึงมีการนำเข้ามาทดสอบปลูกเอาไว้ภายในเมืองไทยเมื่อปี พ.ศ.2518 ที่แถบภาคเหนือ ในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน จังหวัดพะเยา ซึ่งปรากฏว่าได้ผลผลิตเป็นที่น่าพึงพอใจ จึงมีการผลักดันให้มีการปลูกมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้
หญ้าหวานขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง เป็น

  • การเพาะกล้าจากเม็ด มีจุดเด่น คือ ทำเป็นเร็วทันใจ ลำต้นแตกกิ่งมาก ให้ผลผลิตสูง และก็นานหลายฤดู รวมทั้งทนต่อโรค และแมลงได้ดี แม้กระนั้นมีข้อเสียหมายถึงมีค่าเมล็ดพันธุ์สูง และก็มีความเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์สูง อาจมีผลทำให้จำนวนสารให้ความหวานต่ำลงหรือให้ผลผลิตใบต่ำลง
  • การปักชำกิ่ง มีข้อดี คือ อดออมค่าเมล็ดพันธุ์ ไม่เสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แม้กระนั้นมีข้อเสีย คือ ใช้เวลานาน มีต้นทุนการปักชำ ลำต้นแตกกิ่งน้อย มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้น ผลผลิตให้ต่ำยิ่งกว่ากล้าจากเม็ด รวมทั้ง ลำต้นอ่อนแอ ไม่ทนต่อโรค และก็แมลง


สำหรับเพื่อการเก็บเกี่ยว  การเก็บใบต้นหญ้าหวานจะเริ่มเก็บคราวแรกได้ 25-30 วัน หลังปลูก ถ้าหากต้นบริบูรณ์เพียงพอ จะเก็บได้ตลอดเดือนละ 1 ครั้ง ตลอดทั้งปี จะเก็บได้ประมาณ 10-12 ครั้ง แต่ละครั้งเก็บใบสดได้ประมาณ 40-60 กก./ไร่ ซึ่งได้ผลผลิตใบสูงสุดในฤดูฝน และให้ผลผลิตต่ำในช่วงฤดูหนาว และก็ฤดูแล้ง ทั้งนี้ ต้นหญ้าหวาน 1 รุ่นจะแก่เก็บเกี่ยวไดนานถึง 3 ปี
สำหรับหญ้าหวานสดที่เก็บเกี่ยวได้ จะต้องล้างทำความสะอาด รวมทั้งผึ่งแดดให้แห้งก่อนส่งโรงงาน แบ่งออกเป็น 2 เกรดเป็นเกรด Aแล้วก็เกรด B ถ้าสภาพใบไม่สมบูรณ์ ใบมีสีเหลืองหรือซีดเซียว จะถูกคัดเลือกเป็นเกรด B แต่เกรดของใบไม่เป็นผลทำให้ความหวานแตกต่างกัน
ต้นหญ้าหวานแห้ง เกรด B จะเจอประมาณ 1 ใน 3 ของปริมาณหญ้าหวานแห้งทั้งปวง หญ้าหวานแห้งเกรด A อาจขายเป็นใบชา ในราคา 200-500 บาท/กิโล ส่วนเกรด B จะถูกขายในราคาประมาณ 150 บาท/กก. แล้วก็ใช้บดเป็นผุยผงต้นหญ้าหวานแห้ง ที่ขายในกิโลละ 500 บาท 5 ส่วนราคารับซื้อต้นหญ้าหวานแห้งหน้าโรงงาน อาจมีราคาในตอนเดียวกันหรือสูงขึ้นยิ่งกว่า (ข้อมูล ราคาปี 2555)
ส่วนประกอบทางเคมี  ใบต้นหญ้าหวานแห้ง สกัดด้วยน้ำได้สารหวานประมาณร้อยละหนึ่ง ซึ่งสารหวานกลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า สตีวิโอไซด์ (Stevioside) ซึ่งมีความหวานมากยิ่งกว่าน้ำตาล 150 - 300 เท่า มีความคงตัวสูงทั้งยังในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน แล้วก็ทนความร้อนได้ถึง 200 องศาเซลเซียส จึงไม่สลายตัวหรือเปลี่ยนสภาพจากความร้อนสำหรับเพื่อการปรุงอาหาร ใช้ในจำนวนน้อย ไม่มีพิษและก็ไม่มีอันตรายในการบริโภคซึ่งนักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าสารสกัดจากหญ้าหวานประกอบไปด้วยกลุ่มสารที่มีชื่อเรียกว่า ไกลโคไซด์ (Glycoside) และ อะไกลโคน (Aglycone) สารไกลโคไซด์จะประกอบไปด้วยโมเลกุลของน้ำตาลเดกซ์โทรส (Glucose) ส่วนสารอะไกลโคนจะประกอบไปด้วยน้ำตาลที่มีโมเลกุลใหญ่ขึ้นหรืออาจเรียกรวมๆว่า โพลีแซคค้างไรด์ (Polysaccharides) ซึ่งกลุ่มน้ำตาลพวกนี้นี่เองที่ทำให้สารสกัดของต้นหญ้าหวานมีรสหวาน
ขึ้นรถสำคัญต่างๆที่เจอในหญ้าหวานมีหลากหลายประเภท เป็นต้นว่า
– Stevioside พบได้บ่อยที่สุด 2.0-7.7%
– Rebaudioside A ถึง F เจอลำดับรองลงมา ราว 0.8-2.9%
– Steviol
– Steviolbioside
– Dulcoside A
สารสติวิออลไกลโคไซด์ (รูปที่ 1) มีลักษณะเป็นผงสีขาวถึงสีเหลืองอ่อนไม่มีกลิ่น มีความคงตัวสูงในตัวทำละลาย กรดอ่อน เบสอ่อน รวมทั้งทนไฟ
คุณสมบัติด้านกายภาพ และเคมีของ stevioside
– สูตรทางเคมี : C35H60O18
– น้ำหนักโมเลกุล : 804.9
– จุดหลอมเหลว : 198 °C
รูปที่   2    Stevioside
ที่มา : อ้างถึงใน ศิวาพร (2546) รวมทั้งสาโรจน์ (2547)
ประโยชน์/คุณประโยชน์ 
สารสกัดที่ได้จากต้นหญ้าหวานชื่อว่า สตีวิโอไซด์ (stevioside) เป็นสารที่ให้ความหวานมากกว่า 200-300 เท่าของน้ำตาลแต่ว่าไม่นำมาซึ่งการก่อให้เกิดพลังงาน (แคลลอปรี่) ในร่างกายแต่อย่างใด ด้วยความพิเศษของหญ้าหวานนี้  จึงมีคุณประโยชน์รวมทั้งประโยชน์ต่างๆล้นหลาม อย่างเช่น
ลดระดับน้ำตาลในเลือด คนป่วยเบาหวานนั้นเสี่ยงมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ง่าย ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อร่างกายขาดเซลล์ที่ผลิตอินซูลินหรือเกิดภาวะซุกซนอินซูลิน ยิ่งไปกว่านี้ ยังมีสาเหตุอื่นที่ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงได้ ได้แก่ ไม่ได้รับอินซูลินหรือยารักษาเบาหวาน รับประทานคาร์โบไฮเดรตมากจนเกินไป เกิดความเคร่งเครียด ได้รับบาดเจ็บ เข้ารับการผ่าตัด หรือติดโรค ซึ่งคุณประโยชน์อีกประการหนึ่งของต้นหญ้าหวานที่อาจมีประโยชน์ต่อคนเจ็บเบาหวานก็คือควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยปรากฏงานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยที่เรียนรู้เรื่องนี้จำนวนมาก งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งได้ให้คนป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 กินสารสกัดหญ้าหวาน 1 กรัม พร้อมเข้ารับการพิสูจน์เลือดข้างหลังผ่านไป 4 ชั่วโมง พบว่าผู้เจ็บป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลง สอดคล้องกับงานศึกษาทำการค้นคว้าและวิจัยอีกชิ้นที่ศึกษาค้นพบว่าระดับน้ำตาลในเลือดของคนป่วยเบาหวานประเภทที่ 2 น้อยลงอย่างเป็นจริงเป็นจังหลังจากกินแป้งที่ทำมาจากต้นหญ้าหวาน
ยิ่งกว่านั้น การกินต้นหญ้าหวานบางทีอาจลดระดับน้ำตาลในเลือดของคนที่มีสุขภาพปกติเช่นเดียวกัน งานศึกษาเรียนรู้วิจัยหนึ่งได้สุ่มให้ผู้เข้าร่วมทดลองกินซูโครส แอสปาแตม และต้นหญ้าหวานก่อนที่จะกินอาหารมื้อกลางวันรวมทั้งมื้อเย็น เป็นเวลา 3 วัน ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยพบว่าผู้ที่รับประทานหญ้าหวานมีระดับน้ำตาลในเลือดและอินซูลินหลังรับประทานอาหารลดน้อยลงมากยิ่งกว่าคนที่รับประทานซูโครสแล้วก็แอสปาแตมอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ กลุ่มที่กินหญ้าหวานและก็แอสปาแตมก่อนมื้ออาหารยังรู้สึกอิ่มและไม่ทานอาหารอื่นเพิ่มจากมื้อหลัก เหมือนกับงานศึกษาทำการค้นคว้าและทำการวิจัยอีกชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากใบหญ้าหวานช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้เข้าร่วมการทดสอบที่มิได้ป่วยเป็นเบาหวานหรือมีสภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้
ทั้งมีคุณสมบัติช่วยยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียในปากหลายอย่าง จึงไม่ทำให้ของกินหรือเครื่องดื่มที่เก็บไว้นานเกิดการบูดเน่า ไม่ทำให้ฟันผุหรือเหงือกบวมอักเสบได้ง่าย ก็เลยมีการใช้ ผสมในอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่ม รวมถึงผสมในยาสีฟันหรือยาบ้วนปาก เพื่อแต่งรส และช่วยคุ้มครองโรคฟันผุ
อนึ่งฤทธิ์สำหรับเพื่อการมีรสหวานของสารสตีวิโอไซด์จะต่างจากน้ำตาลซะทีเดียว เนื่องมาจากสารสตีวิโอไซด์จะออกรสหวานช้ากว่าน้ำตาลทรายเล็กน้อย จะเลือนรางไปช้ากว่าน้ำตาลทราย นอกจากนั้นสารดังที่กล่าวถึงแล้วยังเป็นสารที่ไม่มีคุณค่าทางอาหารแต่อย่างใด เพราะว่ามีแคลอรีต่ำมากมายหรือไม่มีเลย และก็จะผิดย่อยให้เกิดเป็นพลังงานกับร่างกาย แม้กระนั้นจากข้อเสียตรงนี้นี่เองก็ถือเป็นจุดเด่นที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับคนที่เป็นโรคโรคเบาหวาน ความดันเลือด โรคไขมันในเลือดสูง โรคอ้วน และก็โรคหัวใจ
ในขณะนี้มีการอนุญาตให้ใช้สารสกัดจากหญ้าหวานเป็นสารทดแทนน้ำตาลในประเทศต่างๆไม่น้อยกว่า 30 ประเทศ ดังเช่นว่า ญี่ปุ่น จีน ประเทศเกาหลี แคนท้องนาดา ออสเตเลีย นิวซีแลนด์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย แล้วก็มีทิศทางเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหน่วยงานของกินและยาของอเมริการวมทั้งกลุ่มประเทศในยุโรปอนุญาตให้มีการใช้สารหวานจากต้นหญ้าหวานเป็นส่วนประกอบในเครื่องดื่ม ตั้งแต่ปีพุทธศักราช 2551 และ พุทธศักราช 2554 เป็นลำดับ เมืองไทย โดยกระทรวงสาธารณสุข ประกาศอนุญาตให้มีการผลิต รวมทั้งจัดจำหน่ายหญ้าหวานในประเทศไทย ตั้งแต่ พ.ศ. 2545 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 262) พุทธศักราช 2545 เรื่อง สตีวิโอไซด์และก็อาหารที่มีส่วนผสมของสตีวิโอไซด์) และก็ประกาศให้สารสกัดสติวิออลไกลโคไซด์เป็นวัตถุเจือปนอาหาร ตั้งแต่ปี พุทธศักราช 2556 (ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360) พุทธศักราช 2556 เรื่อง สตีวิออลไกลโคไซด์) โดยอ้างอิงข้อมูลของคณะกรรมการผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับวัตถุเจือปนของกินของหน่วยงานอาหารแล้วก็เกษตร และก็องค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น (The Joint FAO/WHO Expert Committee on Food Additives, JECFA) ซึ่งได้ประเมินและระบุค่าความปลอดภัย (Acceptable Daily Intake, ADI) แล้ว
แบบ/ขนาดการใช้  จากผลที่ได้รับจากงานวิจัยของทีมนักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้สรุปว่า สารสกัดจากหญ้าหวานมีความปลอดภัยในทุกๆกรณี โดยค่าสูงสุดที่กินได้อย่างปลอดภัยคือ 7,938 มิลลิกรัม/กิโลกรัม(น้ำหนักตัว)/วัน ซึ่งสูงมากมายถ้าเกิดเทียบกับการผสมในเครื่องดื่มหรือกาแฟถึง 73 ถ้วยต่อวัน ซึ่งเป็นไปไม่ได้แน่ๆ เพราะว่าคนส่วนใหญ่กินกันราว 2-3 ก็นับว่ามากมายพอเพียงต่อวันแล้ว ซึ่งการใช้ต้นหญ้าหวานโดยสวัสดิภาพ คือ โดยประมาณ 1-2 ใบต่อเครื่องดื่ม 1 ถ้วย นับว่าเป็นจำนวนที่สมควรและไม่หวานมากเกินไป  แต่ว่าคณะกรรมการผู้ที่มีความชำนาญของอาหารแล้วก็เกษตรที่สหประชาชาติ องค์การอนามัยโลกที่เกี่ยวกับสารเจือปนในของกิน ได้ระบุค่าความปลอดภัย เบื้องต้นไว้ไม่เกิน 2 มก.ต่อน้ำหนักตัวหนึ่งกก.ต่อวัน อย่างไรก็ตามอาจต้องระวังการใช้ในใช้ในขนาดสูงติดต่อกันโดยยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่มีสภาวะโรคไตรวมทั้งตับ
ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 360 พุทธศักราช2556 เรื่องสตีวิออลไกลโคไซด์) สตีวิออลไกลโคไซด์ แปลว่า สารสกัดบริสุทธิ์จากใบหญ้าหวาน ซึ่งมี สตีวิโอไซด์ รีบาวดิโอไซด์ เอ รีบาวดิโอไซด์ บี รีบาวดิโอไซด์ ซี รีบาวดิโอไซด์ ดี รีบาวดิโอไซด์ โคไซด์ เอ รูบุโซไซด์ แล้วก็ สตีวิออลไบโอไซด์ สารสกัดจากต้นหญ้าหวานที่อนุญาตให้ใช้เป็นองค์ประกอบของกินจะต้องมีปริมาณสารในกรุ๊ปสตีวิออลไกลโคไซด์ รวมยอดไม่น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 95 ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งอ้างอิงจากมาตรฐาน หน่วยงานของกินแล้วก็เกษตร รวมทั้งองค์การอนามัยโลก แห่งยูเอ็น
การศึกษาทางเภสัชวิทยา  ในปี คริสต์ศักราช1991 มีนักวิทยาศาสตร์ที่ชื่อว่า Emily Procinska รวมทั้งภาควิชา ได้ออกมาค้นคว้ารายงานวิจัยของ John M. Pezzuto ว่าอาจมีข้อผิดพลาด โดยพิมพ์ในวารสาร Mutagenesis ระบุว่า หญ้าหวานไม่เป็นผลส่งผลให้เกิด Mutagenic (สารก่อกลายพันธุ์) แต่อย่างใด ดังนี้ได้กระทำทดลองซ้ำอยู่หลายคราว จากนั้นมาก็ได้มีรายงานต่างๆออกตามมาอีกเยอะมากที่บอกว่าผลของ mutagenic ในสารสกัดหญ้าหวานส่งผลน้อยมาก หรือบางทีก็อาจจะไม่มีผลเลย แล้วก็ต่อมาก็เลยได้มีการสำรวจความเป็นพิษพบว่า งานศึกษาค้นคว้าและทำการวิจัยส่วนใหญ่กล่าวว่าหญ้าหวานไม่มีพิษ และไม่มีหลักฐานอะไรก็ตามระบุว่าหญ้าหวานให้เกิดโรคมะเร็งอะไร  รวมทั้งยังมีการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลอีกหลายๆฉบับ ซึ่งส่ววนใหญ่มีผลการเล่าเรียนเจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ในร่างกายมนุษย์เป็น   กลไกการออกฤทธิ์ของต้นหญ้าหวานเป็น สารสกัดของหญ้าหวานที่เป็นไกลโคไซด์ซึ่งมีส่วนประกอบของน้ำตาลกลูโคสแล้วก็สารอะไกลโคนซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลที่ใหญ่ขึ้น (Polysaccharides) จะทำปฏิกิริยากับต่อมรับรสของลิ้น ทำให้พวกเรารับรสความหวานซึ่งมีมากกว่าน้ำตาลถึง 150 เท่า รวมทั้งต่อมรับรสนิดหน่อยจะทำปฏิกิริยากับสารอะไกลโคนซึ่งทำให้เกิดความรู้สึกถึงรสขมได้น้อย  และระบบทางเดินอาหารของคนเราก็สามารถเสื่อมสภาพและก็แยกไกลโคไซด์ของหญ้าหวานออกมาเป็นน้ำตาลกลูโคสได้อีกด้วย โดยน้ำตาลเดกซ์โทรสที่ได้นี้ส่วนมากจะถูกแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ดึงไปใช้เป็นพลังงานของตัวไส้เอง จึงมีเดกซ์โทรสจากสารสกัดต้นหญ้าหวานเพียงส่วนน้อยที่ถูกซับไปสู่กระแสเลือด ส่วนสารสตีวิออลรวมทั้งสารโพลีแซคติดอยู่ไรด์ (Poly saccharides) นิดหน่อยจะถูกซับไปสู่ร่างกาย แล้วก็ส่วนมากที่เหลือจะถูกขับทิ้งไปกับอุจจาระ

การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา จากการเรียนความเป็นพิษในหนูหลายๆการศึกษา
โดยให้สาร สตีวิโอไซด์ ผสมในอาหารในขนาดต่างๆจนกระทั่ง 5% (ขนาดมากถึง 2 g/kg น้ำหนักตัว ให้ต่อเนื่องกัน 3 เดือน จนกระทั่ง 2 ปี ไม่พบความเป็นพิษที่รุนแรงต่อตับ และไต แต่มีกล่าวว่าหนูที่ได้รับ สตีวิโอไซด์ โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังในขนาดมากถึง 1.5 g/kg น้ำหนักตัว มีผลต่อไตโดยมี blood urea nitrogen (BUN) รวมทั้ง creatinine ในเลือดสูงขึ้น แต่ว่าขนาดดังที่กล่าวมาแล้วเป็นขนาดที่สูงยิ่งกว่าขนาดที่ใช้กินในคนมากมายประกอบกับเป็นการให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนัง โดยเหตุนั้นผลการศึกษาวิจัยถึงความปลอดภัยของสตีวิโอไซด์ในของกิน เป็นเวลานานจนถึงปัจจุบันนี้ปรากฏว่ามีแนวโน้มทางด้านความปลอดภัยที่ดี เมื่อต้นปี ค.ศ. 2009 อเมริกาโดย USFDA ได้พิเคราะห์และก็ประกาศว่า หญ้าหวานได้รับการยอมรับโดยธรรมดาว่าปลอดภัย "Generally Recognized As Safe (GRAS)  ส่วนการทดสอบการกลายพันธุ์ของสารสกัดหญ้าหวาน โดย Fujita และภาควิชา (1979), Okumura
รวมทั้งคณะ (1978) แล้วก็ Tama Biochemical Co-Ltd. (1981) กระทำทดลองกับเชื้อ Salmonella typhimurium, Escherichia coli รวมทั้ง Bacillus subtilis ผลของการทดลอง พบว่า สารดังกล่าวไม่ก่อกลายพันธุ์อะไร
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรคำนึง
หากแม้ปัจจุบันยังไม่พบข้อกำหนดใช้ต้นหญ้าหวานที่แจ่มชัด แม้กระนั้นข้อควรปฏิบัติตามเป็น

  • ไม่ควรบริโภคหญ้าหวานใน จำนวนที่เกินกว่าที่กำหนดในผลิตภัณฑ์ที่ได้รับคำยืนยันความปลอดภัยการบริโภคจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข (อย)
  • หลีกเลี่ยงบริโภคต้นหญ้าหวานในกรณีที่แพ้พืชเชื้อสายเดียวกับหญ้าหวาน เป็นต้นว่า ดอกเบญจมาศ ดาวเรือง ฯลฯ เนื่องมาจากผู้ที่แพ้พืชเหล่านี้อาจเสี่ยงมีอาการแพ้ต้นหญ้าหวานได้ด้วยเหมือนกัน
  • ผู้ป่วยเบาหวานที่กินหญ้าหวานควรจะหมั่นตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด และปรึกษาแพทย์ในทันทีถ้าหากมีลักษณะไม่ดีเหมือนปกติใดๆเพราะว่าต้นหญ้าหวานหรือผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากต้นหญ้าหวานอาจก่อให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำเกินความจำเป็นได้
  • สตรีตั้งครรภ์ สตรีให้นมลูก รวมทั้งเด็ก ควรปรึกษาหมอก่อนจะมีการบริโภคต้นหญ้าหวานเสมอ
  • ผู้ซื้อหญ้าหวานบางรายบางทีอาจเกิดอาการท้องอืด อาเจียน ตาลายศีรษะ ปวดกล้าม หรือชะตามร่างกายได้
  • ไม่บริโภคผลิตภัณฑ์ต้นหญ้าหวานที่หมดอายุ

    เอกสารอ้างอิง

  • รศ.ดร.ภก.พิสมัย กุลกาญจนาธร. หญ้าหวาน.....หวานทางเลือก....เพื่อสุขภาพ.ภาควิชาเภสัชเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • มตรี สุทธจิตต์ และคณะ, 2540, การรวบรวม การทบทวน การวิเคราะห์ข้อมูลวิจัยและการสังเคราะห์แนวความคิดที่-เกี่ยวกับเรื่องความปลอดภัยของหญ้าหวาน-และผลิตภัณฑ์จากหญ้าหวาน.
  • เชาวนี สุวรรณโชติ, 2556, การศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุน-โรงงานสกัดผงหญ้าหวาน อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่.
  • Rajab R., Mohankumar C., Murugan K., Harish M. and Mohanan PV. Purification and toxicity studies of stevioside from Stevia rebaudiana Bertoni.Article. 2009; 16(1):49-54.
  • มัทนียา วังประภา, 2548, การผลิตสารสตีวิโอไซด์-โดยการเพาะเลี้ยงหญ้าหวาน-ในเครื่องปฏิกรณ์ชีวภาพ.
  • หญ้าหวาน.วิกิพีเดีย.สารานุกรมเสรี.(ออนไลน์)เข้าถึงได้จากhttp://www.th.wikipedia.org/wiki/
  • กล้าณรงค์ ศรีรอต. 2542. สารให้ความหวาน(sweeteners) : คุณสมบัติและการใช้ประโยชน์. http://www.disthai.com/
  • หญ้าหวาน(Stevia) สรรพคุณและการปลูกหญ้าหวาน.พืชเกษตรดอทคอม เว็บเพือเกษตรกรไทย
  • CODEX-2010: JECFA Monograph (2010) INS no. 960
  • Kroyer G. Stevioside and Stevia-sweetener in food: application, stability and interaction with food ingredients. J. Verbr. Lebensm. 2010; 5:225-229
  • หญ้าหวานต้านโรค พิสูจน์ได้จริงหรือไม่.พบแพทย์ดอทคอม
  • Goyal SK., Samsher And Goyal RK. Stevia (Stevia rebaudiana) a bio-sweetener: a review. International Journal of Food Sciences and Nutrition. 2010; 61(1):1-10.
  • การใช้หญ้าหวานมีผลอย่างไรต่อผู้ป่วยเบาหวาน.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล(ออนไลน์)เข้าถึงได้จาก
  • Munish P, Deepika S, Ashok T and Kdownstream. Processing of stevioside and its potential applications. Biotechnology Advances 2011; 29: 781-791.
  • Madan S, Ahmad S; Singh G.N, Kohli, Kanchan, Kumar Y, Singh R, Garg M. Stevia rebaudiana (Bert.) Bertoni-A review. Indian Journal of Natural Products and Resources 2010; 1:267-286.


13

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) คือต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะเยี่ยวในอุ้งเชิงกรานข้างหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักราวๆ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีบทบาทสร้างน้ำมูก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำเชื้อ) เพื่อตัวน้ำเชื้อแหวกว่ายรวมทั้งกินเป็นอาหาร  โดยปกติต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตภายหลังจากอายุ 20 ปี  ตราบจนกระทั่งอายุโดยประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกรอบ และเป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือได้ว่าปัญหาสุขภาพที่น่ากลุ้มอกกลุ้มใจของคุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย โดยธรรมดาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องไม่ปกติ อาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วมีเหตุที่เกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่โอบล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อฉี่ให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เพราะว่าความแปลกทางด้านขนาดและก็ปริมาณเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอุดกั้นของระบบฟุตบาทเยี่ยว เยี่ยวบ่อย ทุกข์ยากลำบาก จำต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ท้ายที่สุดบางทีอาจปัสสาวะไม่ออก รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็งตัว รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากผลิตขึ้นมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความเปลี่ยนไปจากปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้ทั่วไปในชายไทย คือ โรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ร้อยละ 80 18 และ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้บ่อยมากมายของเพศชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบได้ประมาณ 30-40% ของผู้ชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้เจอได้ในผู้ชายทั่วทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุที่แจ่มชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นแพทย์มั่นใจว่า เมื่อชายแก่ขึ้นจะมีผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายชนิดต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งสภาวะนี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตแตกต่างจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่มั่นใจว่าเป็นต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นจากพันธุกรรม โดยเฉพาะมีอาการค่อนข้างจะรุนแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะเนื่องจากพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอาการออกจะร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีต้นเหตุมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดบริเวณท่อฉี่ จึงส่งผลให้ท่อฉี่ตีบแคบลง จนถึงบางทีอาจอุดตัน ดังนั้นลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นยืนถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายฉี่ไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายเยี่ยวเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถกลั้นฉี่ได้ จะต้องรีบเข้าห้องอาบน้ำเมื่อปวดปัสสาวะ
  • จำเป็นต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากเยี่ยวอยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


แล้วก็ในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เหตุเพราะเบ่งถ่ายนานๆอาจจะก่อให้หลอดเลือดดำที่ท่อเยี่ยวคั่ง แล้วแตกกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นต้นว่า  ปัสสาวะไม่ออกเลย ทางเดินเยี่ยวอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของคนป่วยต่อมลูกหมากทั้งผอง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวิเคราะห์คนไข้โรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีสำหรับซักประวัติ หลายครั้งแพทย์ให้คนไข้ทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความร้ายแรงของความเปลี่ยนไปจากปรกติของการชิ้งฉ่อง
  • การตรวจทวารหนักเพื่อลูบคลำต่อมลูกหมาก เหตุเพราะต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นกรรมวิธีตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก แล้วก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความไม่ปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยหากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแปลว่าเป็นต่อมลูกหมากโตปกติ แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และจำเป็นต้องทำในคนเจ็บทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดโรค มีเม็ดเลือดเปลี่ยนไปจากปรกติไหม และก็ยังเป็นการบอกถึงความไม่ดีเหมือนปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง แล้วก็น่าจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เนื่องจากว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีลักษณะท่าทางจะโตและลุกลามช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติโดยประมาณ 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าพบว่าผลเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก รวมทั้งนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจฉี่ แต่ว่าปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมส่งตรวจกันมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุว่าไม่มีอันตรายและให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงในการไหลของฉี่ (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากฉี่หมดแล้ว มีประโยชน์สำหรับในการประเมินความรุนแรงและก็ติดตามการรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่นว่า การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน


การดูแลรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจจำต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่โดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 3 แนวทางดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดคือ

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีคนป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างน้อย แล้วก็ลักษณะของผู้ป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เจ็บป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยห่วยแตกลง ดังเช่นว่า
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอย่างต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน แนวทางลักษณะนี้จะช่วยลดการปวดเยี่ยวในเวลากลางคืนได้ แต่ก็ไม่สมควรอดหรือลดจำนวนการกินน้ำในทุกวัน
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดจำนวนลงเพื่อไม่ให้มีการระคายที่กระเพาะปัสสาวะและทำให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการ
  • จำกัดการกินยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยา 2 ชนิดจะก่อให้เยี่ยวได้ลำบาก เนื่องด้วยยาจะเข้าไปทำให้กล้ามบริเวณท่อเยี่ยวที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกหัดการเข้าส้วม การเข้าสุขาทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้เจ็บป่วยที่เยี่ยวบ่อยครั้งและไม่สามารถกลั้นได้
  • ปัสสาวะทีละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ฉี่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดฉี่และก็ฉี่หลายครั้ง ได้แก่ เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้รออีกราว 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ อาจเปลี่ยนท่า เป็นต้นว่า ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกฝนขมิบก้นเพื่อกลั้นปัสสาวะ วิธีฝึกเช่นเดียวกับที่เพศหญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลชี้แนะอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนเรื่องการฉี่(การใช้สุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกสำหรับเพื่อการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้กรรมวิธีปรับพฤติกรรมฯไม่ได้ผล หรือในคนเจ็บที่ตั้งตั้งแต่แรกมีอาการรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้มีอยู่ราวๆ 2-3 ประเภท บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบท่อฉี่ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางจำพวกเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม แพทย์จะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังนี้ ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งแต่ก่อนจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แต่ตอนนี้ได้พัฒนาต่อกระทั่งส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนไข้จะรู้สึกเยี่ยวสบายขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นหากหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการผลิตฮอร์โมน DHT ซึ่งต้องต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่ว่าสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีประโยชน์เฉพาะคนป่วยที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลากหลายประเภท สำหรับจำพวกที่แพร่หลายที่สุดหมายถึงจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าสมรรถนะยังคลุมเครือนัก
  • การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้ขั้นตอนการนี้เมื่อคนป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้เรื่อง โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนเจ็บ ความจำเป็นของคนเจ็บรวมทั้งครอบครัว และดุลยพินิจของแพทย์ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อฉี่ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อเยี่ยว หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากมายออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยหมอทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้จักสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนเยี่ยวเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก รวมทั้งคอยให้ปัสสาวะใสเสียก่อนก็เลยจะเอาสายสวนเยี่ยวออก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 อาทิตย์ แนวทางนี้แพทย์จะใช้กับคนเจ็บที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆอีกอาทิเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อรวมทั้งเล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่แพทย์เลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดรวมถึงแนวทาง การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยมีอาการป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวการณ์น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
  • คนที่มีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะมีผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเติบโตผิดปกติ มักกำเนิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งโรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน แล้วก็จากสัตว์สู่คนอะไร

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฉี่ให้ตรงเวลา ดังเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองผู้กระทำลั้นฉี่ไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 หน เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการปวดปัสสาวะและก็เยี่ยวบ่อย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รอคอยอีกประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกที ระหว่างคอย อาจเปลี่ยนแปลงท่า อาทิเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการฝึกฝนขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นฉี่
  • กินน้ำในทุกวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินความจำเป็น
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการผู้ป่วยห่วยแตกลง ยกตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคซึมเซา
  • การกินของกินมีสาระ 5 กลุ่มให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกวันในจำนวนที่เหมาะสม ร่วมกับการบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพทุกวี่วัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรวางแผนหัวข้อการใช้ส้วมไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้เกิดความสบายสำหรับการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะก่อให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองปกป้องปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากยังไม่เคยรู้สาเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่อาจจะแก้ไขได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น โดยเหตุนั้นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และก็ควรหมั่นพินิจความผิดแปลกของระบบทางเท้าเยี่ยว ดังเช่นว่า หากมีลักษณะอาการเยี่ยวลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆปัสสาวะไม่พุ่ง ตอนกลางคืนจำต้องยืนขึ้นมาชิ้งฉ่อง บ่อยครั้ง หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยมูลเหตุให้ชัดแจ้ง  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรรับประทานยารักษา หรือทำการผ่าตัดปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตเช่น มะเขือเทศ รวมทั้งฟักทอง โดยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ติดต่อกัน 10 อาทิตย์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้คนป่วยกินแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลทำให้คนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการเล่าเรียนพบว่าไลวัวพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA รวมทั้งปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆเป็นต้นว่า การลดการ กำเนิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ และ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้ซื้อมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และคณะ (2008) เรียนรู้ในผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์และระดับ PSA ต่ำลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) รวมทั้งการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนจะมีการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการศึกษาในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงมากถึงปริมาณร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลวัวพีนวันละ 8 mg ตลอดวันแล้ววันเล่านาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีระดับ PSA ต่ำลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นปริมาณร้อยละ 42 และก็มีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L รวมทั้งเมื่อหมดการเล่าเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีผู้ป่วยปริมาณ 2 คนที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้ป่วยกรุ๊ปควบคุมปริมาณ 6 คนที่ไม่ได้กินอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเล่าเรียนมีระดับ PSA เพิ่มสูงมากขึ้น รวมทั้งผู้ที่หรูหราไลวัวพีนในเลือดลดน้อยลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น ซึ่งแปลว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวปีน และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อาทิเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากยิ่งกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของเลือด  และในฟักข้าว มีไลโคไต่ ประเภทพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยซึมซับแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลโคป่ายปีน ที่เยี่ยมที่สุด  ไลวัวปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความแก่ ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก เป็นต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อฉี่ เมื่อเพศชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ต่ำลง ทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสกำเนิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย และลด การแบ่งเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   คุณประโยชน์หญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งเยี่ยวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในตำราเรียนยาหลายฉบับเอ๋ยถึงคุณประโยชน์ต่างๆอย่างเช่น  แบบเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการรักษา รวมทั้งป้องกันโรคทางเท้าฉี่ ลำต้น ใช้อีกทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยยิ่งไปกว่านั้นชายแก่ที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และแก้ปัญหาฉี่ขัดข้อง รวมถึงมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           หนังสือเรียนยาพื้นเมือง: ใช้เถา ขับฉี่ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกระษัย แก้เอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่พิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสกุล Malvaceae  คุณประโยชน์:     แบบเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเรียนทางสถานพยาบาล: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้ผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไต เยี่ยวสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง  ต้นแบบและก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.ปีที่10.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน.2558.หน

14

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานข้างหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างคล้ายลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีหน้าที่สร้างน้ำมูก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ของน้ำเชื้อ) เพื่อตัวน้ำอสุจิว่ายน้ำและก็กินเป็นอาหาร  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี  จนถึงอายุประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกที และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตนับได้ว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่น่ากลุ้มใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยปกติคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อยๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องผิดปกติ อาการดังที่กล่าวมาข้างต้นมีต้นเหตุมาจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่โอบล้อมท่อเยี่ยวมีขนาดโตขึ้นแล้วก็ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการค้นคว้าหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เนื่องจากความเปลี่ยนไปจากปกติทางด้านขนาดและก็จำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลทำให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินเยี่ยว ปัสสาวะบ่อย ลำบาก จำเป็นต้องเบ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ สุดท้ายบางทีอาจฉี่ไม่ออก รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับของลับไม่แข็ง รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งโดยมากผลิตขึ้นจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวโยงกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความผิดปกติของต่อมลูกหมากที่มักพบในชายไทยหมายถึงโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) จำนวนร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคมักพบมากมายของเพศชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ประมาณ 30-40% ของผู้ชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้พบได้ในผู้ชายทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุที่แจ้งชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นหมอมั่นใจว่า เมื่อชายแก่ขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายจำพวกต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะเนื่องจากพันธุกรรม โดยยิ่งไปกว่านั้นมีอาการออกจะร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำเป็นต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกเหนือจากนี้ยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลักษณะค่อนข้างรุนแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต อาการของโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีต้นเหตุมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำไปสู่การระคายเคืองต่อท่อฉี่ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดบริเวณท่อฉี่ ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้ท่อฉี่ตีบแคบลง จนถึงอาจตัน ด้วยเหตุดังกล่าวลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ยืนขึ้นชิ้งฉ่องเวลากลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายเยี่ยวไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถที่จะกลั้นฉี่ได้ จะต้องรีบเข้าส้วมเมื่อปวดฉี่
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากเยี่ยวอยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะบ่อยมาก ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และในคนไข้บางรายอาจมีอาการฉี่เป็นเลือด เนื่องจากเบ่งถ่ายนานๆอาจก่อให้เส้นเลือดดำที่ท่อฉี่คั่ง แล้วแตกจนถึงมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนตัวอย่างเช่น  ฉี่ไม่ออกเลย ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของคนไข้ต่อมลูกหมากทั้งหมดทั้งปวง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีซักเรื่องราว บ่อยมากหมอให้คนไข้ทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความเปลี่ยนไปจากปรกติของการเยี่ยว
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เพราะว่าต่อมลูกหมากอยู่ในร่างกาย ฉะนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นวิธีการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก รวมทั้งที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยถ้าหากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแปลว่าคือต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และก็ควรต้องทำในผู้เจ็บป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อ มีเม็ดเลือดไม่ปรกติหรือไม่ รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความผิดปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีลักษณะท่าทางจะโตแล้วก็ลุกลามช้าโดยแพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติราว 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าเกิดพบว่าผลเลือดสูงยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจเยี่ยว แต่ปัจจุบันเป็นที่ชื่นชอบส่งตรวจกันเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุว่าปลอดภัยและให้ผลดีสูง
  • การตรวจความแรงในการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างภายหลังจากเยี่ยวหมดแล้ว มีประโยชน์สำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลและรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่แจ่มชัด


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาจจำต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่โดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีดังต่อไปนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีเนื้อหาเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีผู้ป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตออกจะน้อย และอาการของคนไข้ยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ เป็นการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยแย่ลง เป็นต้นว่า
  • หลบหลีกการดื่มเครื่องดื่มอย่างต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แนวทางแบบนี้จะช่วยลดการปวดเยี่ยวในยามค่ำคืนได้ แม้กระนั้นก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการกินน้ำในทุกวัน
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะและก็ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการบริหารร่างกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดียิ่งขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาอีกทั้ง 2 ประเภทจะก่อให้เยี่ยวได้ตรากตรำ เพราะเหตุว่ายาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อเยี่ยวที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • กินอาหารที่มีสาระ การรับประทานอาหารที่ดีเป็นประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าห้องอาบน้ำทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นขั้นตอนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • ปัสสาวะทีละ 2 ที เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดปัสสาวะแล้วก็ปัสสาวะบ่อยครั้ง เป็นต้นว่า เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รออีกราวๆ 5 นาที แล้วปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง ระหว่างรอคอย บางทีอาจแปลงท่า ดังเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • ทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(ฝึกขมิบก้นเพื่อกลั้นฉี่ วิธีฝึกเหมือนกับที่หญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนประเด็นการปัสสาวะ(การใช้สุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสบายสำหรับเพื่อการปัสสาวะ
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในผู้เจ็บป่วยที่ใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมฯไม่เป็นผล หรือในคนไข้ที่ตั้งแต่แรกมีลักษณะอาการร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติทุกวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้มีอยู่ประมาณ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อฉี่ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางจำพวกเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มดังนี้ ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งอดีตสมัยจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้ได้พัฒนาต่อกระทั่งส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนไข้จะรู้สึกฉี่สะดวกขึ้นด้านใน 3 วัน แต่ถ้าเกิดหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซสิน (tera-zosin) ดอกซาโซสิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต้องต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีสาระเฉพาะผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายอย่าง สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุด คือ จากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าประสิทธิภาพยังไม่กระจ่างนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้แนวทางการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนไข้ สิ่งที่มีความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของแพทย์ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อเยี่ยว (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายภาพผ่านทางท่อฉี่ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยหมอฟุตบาทเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้เจ็บป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้เรื่องสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อกระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ฉี่ใสซะก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก คนป่วยจะมีลักษณะอาการด้านใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆอีกอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน เป็นต้นว่า ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่หมอเลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมถึงวิธี การขยายท่อปัสสาวะโดยการใส่ท่อค้างไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะสำหรับคนป่วยที่ผ่าตัดมิได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • คนที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวการณ์น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการบริหารร่างกาย
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญวัยไม่ดีเหมือนปกติ มักเกิดในผู้ชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แล้วก็โรคต่อมลูกหมากโตนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฝนปัสสาวะให้ตรงเวลา อย่างเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อปกป้องการกลั้นฉี่ไม่อยู่
  • เยี่ยวครั้งละ 2 ที เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดปัสสาวะและฉี่บ่อยมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้รออีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอคอย บางทีอาจเปลี่ยนท่า อย่างเช่น ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • ทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกฝนขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • กินน้ำในแต่ละวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากจนเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการคนไข้ห่วยแตกลง ดังเช่น ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคซึมเศร้า
  • การกินของกินมีประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกเมื่อเชื่อวันในจำนวนที่สมควร ร่วมกับการออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนหัวข้อการใช้สุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกในการฉี่
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะมีผลให้อาการกำเริบ
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การปกป้องตนเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ในเวลานี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเพราะเหตุว่ายังไม่เคยทราบมูลเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ รวมทั้งการเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าววิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือผู้ชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี รวมทั้งควรจะหมั่นพินิจความไม่ปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิเช่น หากมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆฉี่ไม่พุ่ง เวลากลางคืนต้องลุกขึ้นมาชิ้งฉ่อง หลายครั้ง หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรจะไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์ปัจจัยให้แจ้งชัด  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรรับประทานยารักษา หรือทำผ่าตัดปรับแก้ตามคำแนะนำของหมอ 
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางสถานพยาบาลว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาทิเช่น มะเขือเทศ และก็ฟักทอง โดยให้ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มก.) ต่อเนื่องกัน 10 สัปดาห์พบว่า ส่งผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยรับประทานแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน มีผลทำให้คนไข้โรคต่อมลูกหมากโตมีอาการดียิ่งขึ้น เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum สกุล Solanaceae มีหลายการเล่าเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA แล้วก็คุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆอย่างเช่น การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้ง ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้ซื้อมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz แล้วก็ภาควิชา (2008) ศึกษาเล่าเรียนในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์และระดับ PSA ลดลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (P < 0.05) แล้วก็วิธีการทำแบบสำรวจอาการของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากดียิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่จะมีการเรียนอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีการศึกษาในผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงสูงถึงปริมาณร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ตลอดทุกๆวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA ต่ำลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นจำนวนร้อยละ 42 แล้วก็มีไลวัวพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L รวมทั้งเมื่อจบการเรียนรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีคนป่วยปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้ป่วยกลุ่มควบคุมจำนวน 6 ผู้ที่มิได้รับประทานอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเล่าเรียนหรูหรา PSA เพิ่มสูงมากขึ้น แล้วก็คนที่หรูหราไลโคพีนในเลือดน้อยลงกลายเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว คือผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวป่ายปีน แล้วก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ยกตัวอย่างเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของโลหิต  และก็ในฟักข้าว มีไลโคปีนป่าย ประเภทพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลวัวปีนป่าย ที่ดีที่สุด  ไลโคปีนป่าย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันทางด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความเฒ่า ต่อต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อเยี่ยว เมื่อผู้ชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ต่ำลง นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากก็เลยโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสเกิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย และก็ลด การแบ่งเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   วงศ์ : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งฉี่มากขึ้น นอกเหนือจากนั้น ในตำรายาหลายฉบับเอ๋ยถึงสรรพคุณต่างๆดังเช่น  แบบเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการดูแลและรักษา และคุ้มครองป้องกันโรคฟุตบาทฉี่ ลำต้น ใช้อีกทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และก็ไขปัญหาฉี่ติดขัด รวมทั้งมีฤทธิ์สำหรับการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           แบบเรียนยาท้องถิ่น: ใช้เถา ขับเยี่ยว แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่อุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่พิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  คุณประโยชน์:     ตำรายาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเรียนทางคลินิก: ลดระดับความดันโลหิต ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ปัสสาวะสะดวกขึ้น ผู้เจ็บป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดลง  แบบอย่างรวมทั้งขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับปัสสาวะ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผุยผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือจนกว่าอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาก

15

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แล้วก็ยังแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก โดยธรรมดาจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจเจอได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วประเทศและเสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีให้หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจพิเคราะห์ตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราเจ็บไข้สูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อราษฎร 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีรวมทั้งกลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้พอๆกับ 487.13, 338.45 และ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังพบว่าจำนวนคนป่วยโรคอีสุกอีใสมีลักษณะท่าทางสูงขึ้น และก็ในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนพลเมือง แล้วก็ 66.57 ต่อแสนราษฎร เป็นลำดับ
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส มีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของคนป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางทะเลลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อโรคเป็นครั้งแรกแล้วก็โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่ว่าเชื้ออาจหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
ลักษณะโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆหมดแรงรวมทั้งไม่อยากกินอาหารนิดหน่อย ในคนแก่มักมีไข้สูง และก็เมื่อยตามตัวเหมือนไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน ผู้เจ็บป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากมีไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ด้านใน รวมทั้งมีอาการคัน ถัดมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นรวมทั้งตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว และแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มกำลัง ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายบางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นแล้วก็ตุ่มขึ้น ทำให้หลงผิดว่าเป็นเริมได้ เพราะเหตุว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ฉะนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าผู้ป่วยบางรายอาจเป็นเวลายาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก จนถึงเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองและก็กลายเป็นแผล)
                เพราะเหตุว่าโรคอีสุกอีใสยังอาจจะทำให้เกิดภาวะสอดแทรกขึ้นได้อีกอย่างเช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้ป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะร้ายแรง เช่น หญิงมีครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่ คนป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว คนเจ็บเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงมีท้องที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการมีท้องอาจท่าให้เด็กในครรภ์พิการแต่ว่า เกิดได้แม้กระนั้นพบไม่บ่อย(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) แม้เป็นช่วงๆที่ท้องแม่อาจมีอาการรุนแรง แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และหากคุณแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสและก็มีลักษณะร้ายแรงถึงกับตายได้
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท และท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
วิธีการรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วๆไปรวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นอยู่กับคนเจ็บ ตัวอย่างเช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่บางครั้งบางคราวที่บอกมิได้เด่นชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมถึงในผู้เจ็บป่วยที่เกิดผลข้างเคียงสอดแทรก หรือในกรณีจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เด่นชัด แพทย์จะทำการทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องจากว่าโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาแบบเกื้อหนุนตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาโดยใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าคนป่วยได้รับ ด้านใน 1 วันหลังผื่นขึ้น ผู้เจ็บป่วยไม่นายสิบเป็นจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย แพทย์จะไตร่ตรองให้ในรายที่มีการเสี่ยง จะเกิดภาวะสอดแทรกร้ายแรงเพียงแค่นั้น เช่น

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก (เปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเสริมเติม หากเป็นเพียงไม่กี่จุดก็อาจให้ประเภททา แต่ถ้าเป็นมากก็จะให้ชนิดรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการเข้าแทรกรุนแรง ซึ่งเจอได้น้อยมาก อย่างเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดศีรษะมาก อ้วกมากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (โรคดีซ่าน) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด (เป็นต้นว่า เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นโรคหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว หมอบางทีอาจให้ยาต้านไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส ปกป้องมิให้โรคลุกลามรุนแรง และก็ช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาด้านใน 24 ชั่วโมง หลังออกอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ช่วงหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องมาจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนป่วย รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของผู้เจ็บป่วย ทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ด้วยเหตุดังกล่าวสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสคนป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนเจ็บโดยไม่ได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมถึงการไม่ได้รับวัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใสจนถึงครบ ก็เป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราว 10 - 21 วัน รวมทั้งผู้ป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในช่วงราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวระยะกระจายเชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือนานกว่านี้ในคนแก่ จึงเป็นสาเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสมหะของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกเครื่องใช้ ดังเช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว ผ้าสำหรับห่ม ที่พักผ่อน ที่เลอะ ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนป่วยเข้าไป
โดยเหตุนี้อีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ได้ง่าย โดยยิ่งไปกว่านั้นในสถานศึกษา สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักอาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในตอนม.ค.ถึงเดือนเมษายน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าหากเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆดื่มน้ำมากมายๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากว่ายานี้ อาจจะส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้ามีลักษณะคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากมายให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา ผู้ป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งพยายามอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อแปลงเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นไปได้
  • ถ้าหากปากยุ่ย ลิ้นยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว มานะทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองป้องกันไม่ให้กระจายเชื้อให้บุคคลอื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้บุคคลอื่นเป็นตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นกระทั่ง 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนต่างๆโดยธรรมดาอาการ จะค่อยดีขึ้นได้เองด้านใน 1-3 สัปดาห์ แต่ถ้าพบว่ามีลักษณะหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก โรคดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมากมาย อ้วกมาก เจ็บหน้าอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยควรพักผ่อนรวมทั้งดื่มน้ำมากมายๆอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว
  • ผู้เจ็บป่วยควรปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนพ้นระยะติดต่อ รวมทั้งแยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ถ้วยชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ขยายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ดังเช่นว่า ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่นับว่าเป็นข้อห้ามหรือทำให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลและรักษาธรรมดาได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะพื้นฐาน (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพแข็งแรงรวมทั้งช่วยลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงสอดแทรกจากการติดเชื้อโรค
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • ด้วยเหตุว่าโรคผ่องใสสามารถแพร่ขยายได้ง่ายโดยทางการหายใจ จะต้องแยกผู้ป่วยออกจากเด็กตัวเล็กๆ หญิงมีท้อง แล้วก็คนที่ไม่เคยติดโรคมาก่อน
  • ควรจะให้ผู้เจ็บป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดให้ผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนไข้โรคอีสุกอีใส ถ้าต้องมีการปกป้องตนเองอย่างดี อาทิเช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยแล้วก็ควรจะรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับคนป่วย เป็นต้น
  • เดี๋ยวนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (โดยประมาณเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียง 1 เข็ม จะคุ้มครองป้องกันโรคได้ตลอดไป ถ้าหากฉีดตอนโต หากอายุต่ำกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 อาทิตย์ ข้างหลังฉีดยา ควรเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ดังนี้เพื่อลดช่องทางเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนชนิดนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะหารือหมอ ตรวจสอบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าเกิดยัง แพทย์อาจชี้แนะให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันเพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีครรภ์ และหลังฉีดวัคซีนชนิดนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถตั้งครรภ์ได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป แล้วก็ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี ข้างหลังได้รับวัคซีนคราวแรก จะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่คุ้มครองโรคได้ร้อยละ 85และเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 99.6 ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับคนไข้โรคนี้ การฉีดวัคซีนบางทีอาจไม่ทันกาล ถ้าจำเป็นต้องหมอบางทีอาจเสนอแนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง มักจะฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงมีท้อง คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด คนเจ็บมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเด็กแบเบาะที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 คราวหลังคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในปัจจุบันทำจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ประเภทเป็นVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 1,000 PFU, และก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,400 PFU ทั้งเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ดังเช่น วัคซีนรวมฝึกฝน-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จะต้องเจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา ลักษณะของโรคอีสุกอีใส

  • เสมหะพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียไม่เหมือนกับเพศผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด กรรมวิธีการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาโขลกหรือปั่นอย่างถี่ถ้วนผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มเปล่งปลั่งเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการคัน แล้วก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณพูดว่า คุณประโยชน์ของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนรู้พบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และก็ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและก็เม็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสสูง โดยเหตุนั้น จึงสามารถบรรเทาลักษณะโรคที่เกิดขึ้นจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินความจำเป็น 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง รุ่งเช้า ช่วงกลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้นกว่าเดิม
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำหลากยากระทั่งเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะดีขึ้นกว่าเดิม
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


หน้า: [1] 2 3