แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - powad1208

หน้า: [1] 2
1

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) คือต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะเยี่ยวในอุ้งเชิงกรานข้างหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างเหมือนลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักราวๆ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีบทบาทสร้างน้ำมูก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของน้ำเชื้อ) เพื่อตัวน้ำเชื้อแหวกว่ายรวมทั้งกินเป็นอาหาร  โดยปกติต่อมลูกหมากจะหยุดเจริญเติบโตภายหลังจากอายุ 20 ปี  ตราบจนกระทั่งอายุโดยประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกรอบ และเป็นจุดกำเนิดของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตถือได้ว่าปัญหาสุขภาพที่น่ากลุ้มอกกลุ้มใจของคุณสุภาพบุรุษทั้งหลาย โดยธรรมดาผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะเบาๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องไม่ปกติ อาการดังที่ได้กล่าวมาแล้วมีเหตุที่เกิดจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่โอบล้อมท่อปัสสาวะมีขนาดโตขึ้นและไปบีบท่อฉี่ให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่แก่ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เพราะว่าความแปลกทางด้านขนาดและก็ปริมาณเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลนำมาซึ่งการก่อให้เกิดการอุดกั้นของระบบฟุตบาทเยี่ยว เยี่ยวบ่อย ทุกข์ยากลำบาก จำต้องเบ่งเป็นเวลานาน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ท้ายที่สุดบางทีอาจปัสสาวะไม่ออก รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับอวัยวะเพศไม่แข็งตัว รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งจำนวนมากผลิตขึ้นมาจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวข้องกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความเปลี่ยนไปจากปกติของต่อมลูกหมากที่พบได้ทั่วไปในชายไทย คือ โรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และก็ต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) ร้อยละ 80 18 และ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคพบได้บ่อยมากมายของเพศชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยพบได้ประมาณ 30-40% ของผู้ชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้เจอได้ในผู้ชายทั่วทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
สาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต ในปัจจุบัน ยังไม่ทราบต้นสายปลายเหตุที่แจ่มชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นแพทย์มั่นใจว่า เมื่อชายแก่ขึ้นจะมีผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายชนิดต่างๆโดยยิ่งไปกว่านั้นระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งสภาวะนี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตแตกต่างจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่มั่นใจว่าเป็นต้นเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นจากพันธุกรรม โดยเฉพาะมีอาการค่อนข้างจะรุนแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะเนื่องจากพันธุกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มีอาการออกจะร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
อาการของโรคต่อมลูกหมากโต ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีต้นเหตุมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อท่อปัสสาวะ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดบริเวณท่อฉี่ จึงส่งผลให้ท่อฉี่ตีบแคบลง จนถึงบางทีอาจอุดตัน ดังนั้นลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ลุกขึ้นยืนถ่ายปัสสาวะตอนกลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายฉี่ไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายเยี่ยวเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถกลั้นฉี่ได้ จะต้องรีบเข้าห้องอาบน้ำเมื่อปวดปัสสาวะ
  • จำเป็นต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถเยี่ยวออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากเยี่ยวอยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะบ่อย ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


แล้วก็ในผู้เจ็บป่วยบางรายอาจมีอาการปัสสาวะเป็นเลือด เหตุเพราะเบ่งถ่ายนานๆอาจจะก่อให้หลอดเลือดดำที่ท่อเยี่ยวคั่ง แล้วแตกกระทั่งมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนเป็นต้นว่า  ปัสสาวะไม่ออกเลย ทางเดินเยี่ยวอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินจำนวนร้อยละ 20 ของคนป่วยต่อมลูกหมากทั้งผอง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวิเคราะห์คนไข้โรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีสำหรับซักประวัติ หลายครั้งแพทย์ให้คนไข้ทำแบบสำรวจ (IPSS) เพื่อประเมินความร้ายแรงของความเปลี่ยนไปจากปรกติของการชิ้งฉ่อง
  • การตรวจทวารหนักเพื่อลูบคลำต่อมลูกหมาก เหตุเพราะต่อมลูกหมากอยู่ภายในร่างกาย ดังนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นกรรมวิธีตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก แล้วก็ที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความไม่ปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยหากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแปลว่าเป็นต่อมลูกหมากโตปกติ แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และจำเป็นต้องทำในคนเจ็บทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดโรค มีเม็ดเลือดเปลี่ยนไปจากปรกติไหม และก็ยังเป็นการบอกถึงความไม่ดีเหมือนปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง แล้วก็น่าจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เนื่องจากว่าโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีลักษณะท่าทางจะโตและลุกลามช้าโดยหมอจะตรวจค้นเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติโดยประมาณ 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าพบว่าผลเลือดสูงขึ้นมากยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะแนะนำให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก รวมทั้งนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจฉี่ แต่ว่าปัจจุบันนี้เป็นที่นิยมส่งตรวจกันมากยิ่งขึ้นเพราะเหตุว่าไม่มีอันตรายและให้คุณประโยชน์สูง
  • การตรวจความแรงในการไหลของฉี่ (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างหลังจากฉี่หมดแล้ว มีประโยชน์สำหรับในการประเมินความรุนแรงและก็ติดตามการรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่นว่า การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อบ่งชี้ที่ชัดเจน


การดูแลรักษาโรคต่อมลูกหมากโตบางทีอาจจำต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่โดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งได้เป็น 3 แนวทางดังนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีรายละเอียดคือ

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีคนป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตค่อนข้างน้อย แล้วก็ลักษณะของผู้ป่วยยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้เจ็บป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ คือการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยห่วยแตกลง ดังเช่นว่า
  • เลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มอย่างต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน แนวทางลักษณะนี้จะช่วยลดการปวดเยี่ยวในเวลากลางคืนได้ แต่ก็ไม่สมควรอดหรือลดจำนวนการกินน้ำในทุกวัน
  • งดเว้นดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดจำนวนลงเพื่อไม่ให้มีการระคายที่กระเพาะปัสสาวะและทำให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการออกกำลังกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยให้อาการ
  • จำกัดการกินยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยา 2 ชนิดจะก่อให้เยี่ยวได้ลำบาก เนื่องด้วยยาจะเข้าไปทำให้กล้ามบริเวณท่อเยี่ยวที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • ทานอาหารที่มีประโยชน์ การทานอาหารที่ดีมีประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกหัดการเข้าส้วม การเข้าสุขาทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้เจ็บป่วยที่เยี่ยวบ่อยครั้งและไม่สามารถกลั้นได้
  • ปัสสาวะทีละ 2 ครั้ง เพื่อไม่ให้ฉี่เหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดอาการปวดฉี่และก็ฉี่หลายครั้ง ได้แก่ เมื่อฉี่ไปแล้ว ให้รออีกราว 5 นาที แล้วเยี่ยวซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอ อาจเปลี่ยนท่า เป็นต้นว่า ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • กระทำการฝึกความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน(ฝึกฝนขมิบก้นเพื่อกลั้นปัสสาวะ วิธีฝึกเช่นเดียวกับที่เพศหญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามหมอ/พยาบาลชี้แนะอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนเรื่องการฉี่(การใช้สุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกสำหรับเพื่อการฉี่
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในคนเจ็บที่ใช้กรรมวิธีปรับพฤติกรรมฯไม่ได้ผล หรือในคนเจ็บที่ตั้งตั้งแต่แรกมีอาการรุนแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิติประจำวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้มีอยู่ราวๆ 2-3 ประเภท บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบท่อฉี่ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางจำพวกเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม แพทย์จะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการของโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กรุ๊ปดังนี้ ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งแต่ก่อนจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แต่ตอนนี้ได้พัฒนาต่อกระทั่งส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนไข้จะรู้สึกเยี่ยวสบายขึ้นภายใน 3 วัน แม้กระนั้นหากหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างรวดเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซซิน (tera-zosin) ดอกซาโซซิน (doxazosin) ยาที่ยับยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการผลิตฮอร์โมน DHT ซึ่งต้องต่อการเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่ว่าสามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีประโยชน์เฉพาะคนป่วยที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลากหลายประเภท สำหรับจำพวกที่แพร่หลายที่สุดหมายถึงจากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าสมรรถนะยังคลุมเครือนัก
  • การผ่าตัด: แพทย์จะเลือกใช้ขั้นตอนการนี้เมื่อคนป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้เรื่อง โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนเจ็บ ความจำเป็นของคนเจ็บรวมทั้งครอบครัว และดุลยพินิจของแพทย์ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อฉี่ (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายรูปผ่านทางท่อเยี่ยว หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากมายออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยหมอทางเดินปัสสาวะ หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเท่านั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้ป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้จักสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนเยี่ยวเพื่อให้กระเพาะปัสสาวะได้พัก รวมทั้งคอยให้ปัสสาวะใสเสียก่อนก็เลยจะเอาสายสวนเยี่ยวออก ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2 - 4 อาทิตย์ แนวทางนี้แพทย์จะใช้กับคนเจ็บที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกเหนือจากนี้ยังมีวิธีอื่นๆอีกอาทิเช่น  การใช้คลื่นความร้อน ตัวอย่างเช่น ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อรวมทั้งเล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่แพทย์เลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดรวมถึงแนวทาง การขยายท่อฉี่โดยการใส่ท่อคาไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่ผ่าตัดไม่ได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะนำไปสู่โรคต่อมลูกหมากโต

  • เพศชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่มีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยมีอาการป่วยเป็นโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวการณ์น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย
  • คนที่มีอาการป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดขึ้นมาจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะมีผลให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเติบโตผิดปกติ มักกำเนิดในเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป รวมทั้งโรคต่อมลูกหมากโตนี้ มิได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน แล้วก็จากสัตว์สู่คนอะไร

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฉี่ให้ตรงเวลา ดังเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และหลังจากนั้นก็ค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อคุ้มครองผู้กระทำลั้นฉี่ไม่อยู่
  • ฉี่ทีละ 2 หน เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะกระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดอาการปวดปัสสาวะและก็เยี่ยวบ่อย ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รอคอยอีกประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกที ระหว่างคอย อาจเปลี่ยนแปลงท่า อาทิเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • กระทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยการฝึกฝนขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นฉี่
  • กินน้ำในทุกวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากเกินความจำเป็น
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีกาเฟอีน
  • ไม่ดูดบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการผู้ป่วยห่วยแตกลง ยกตัวอย่างเช่น ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคซึมเซา
  • การกินของกินมีสาระ 5 กลุ่มให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกวันในจำนวนที่เหมาะสม ร่วมกับการบริหารร่างกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพทุกวี่วัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรวางแผนหัวข้อการใช้ส้วมไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้เกิดความสบายสำหรับการปัสสาวะ
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะก่อให้อาการไม่ดีขึ้น
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การคุ้มครองป้องกันตนเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ขณะนี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองปกป้องปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเนื่องจากยังไม่เคยรู้สาเหตุที่ชัดเจนของโรคนี้ รวมทั้งความเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่อาจจะแก้ไขได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น โดยเหตุนั้นวิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือเพศชายที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี และก็ควรหมั่นพินิจความผิดแปลกของระบบทางเท้าเยี่ยว ดังเช่นว่า หากมีลักษณะอาการเยี่ยวลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆปัสสาวะไม่พุ่ง ตอนกลางคืนจำต้องยืนขึ้นมาชิ้งฉ่อง บ่อยครั้ง หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยมูลเหตุให้ชัดแจ้ง  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรรับประทานยารักษา หรือทำการผ่าตัดปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของแพทย์ 
สมุนไพรที่ช่วยป้องกัน/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางคลินิกว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตเช่น มะเขือเทศ รวมทั้งฟักทอง โดยให้ผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มิลลิกรัม) ติดต่อกัน 10 อาทิตย์พบว่า มีผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวการณ์ต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และการเล่าเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้คนป่วยกินแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มิลลิกรัมต่อวัน ส่งผลทำให้คนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตมีลักษณะอาการดียิ่งขึ้น เมื่อรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum วงศ์ Solanaceae มีหลายการเล่าเรียนพบว่าไลวัวพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA รวมทั้งปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆเป็นต้นว่า การลดการ กำเนิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ และ ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากผลิตภัณฑ์ มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้ซื้อมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz และคณะ (2008) เรียนรู้ในผู้เจ็บป่วยโรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์และระดับ PSA ต่ำลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P < 0.05) รวมทั้งการทำแบบสำรวจลักษณะของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลโคพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนจะมีการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ มีการศึกษาในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงมากถึงปริมาณร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลวัวพีนวันละ 8 mg ตลอดวันแล้ววันเล่านาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีระดับ PSA ต่ำลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นปริมาณร้อยละ 42 และก็มีไลโคพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L รวมทั้งเมื่อหมดการเล่าเรียนพบว่ากลุ่มทดลองมีผู้ป่วยปริมาณ 2 คนที่เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้ป่วยกรุ๊ปควบคุมปริมาณ 6 คนที่ไม่ได้กินอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเล่าเรียนมีระดับ PSA เพิ่มสูงมากขึ้น รวมทั้งผู้ที่หรูหราไลวัวพีนในเลือดลดน้อยลงกลับเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมากขึ้น ซึ่งแปลว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในคนไข้ที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์เป็นMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว เป็นผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวปีน และก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ อาทิเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากยิ่งกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับเพื่อการต้านทานอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของเลือด  และในฟักข้าว มีไลโคไต่ ประเภทพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยซึมซับแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลโคป่ายปีน ที่เยี่ยมที่สุด  ไลวัวปีน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการรับรองด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความแก่ ต้านทานความเสื่อมโทรมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก เป็นต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงน้ำเชื้อ ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อฉี่ เมื่อเพศชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ต่ำลง ทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากจึงโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสกำเนิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย และลด การแบ่งเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   ตระกูล : Labiatae หรือ Lamiaceae   คุณประโยชน์หญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งเยี่ยวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในตำราเรียนยาหลายฉบับเอ๋ยถึงคุณประโยชน์ต่างๆอย่างเช่น  แบบเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการรักษา รวมทั้งป้องกันโรคทางเท้าฉี่ ลำต้น ใช้อีกทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยยิ่งไปกว่านั้นชายแก่ที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และแก้ปัญหาฉี่ขัดข้อง รวมถึงมีฤทธิ์สำหรับเพื่อการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           หนังสือเรียนยาพื้นเมือง: ใช้เถา ขับฉี่ แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกระษัย แก้เอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่ถ่ายอุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่พิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อสกุล Malvaceae  คุณประโยชน์:     แบบเรียนยาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเรียนทางสถานพยาบาล: ลดความดันโลหิต ยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินเยี่ยว ทำให้ผู้ป่วยโรคนิ่วในท่อไต เยี่ยวสบายขึ้น คนเจ็บกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีลักษณะอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะน้อยลง  ต้นแบบและก็ขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับฉี่ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือกระทั่งอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาการสุขภาพ.ปีที่10.ฉบับที่3.กรกฎาคม-กันยายน.2558.หน

2

โรคต่อมลูกหมากโต (Benign prostatic hypertrophy-BPH)
โรคต่อมลูกหมากโตเป็นอย่างไร ต่อมลูกหมาก (prostate gland) เป็นต่อมของระบบอวัยวะสืบพันธุ์ในผู้ชาย อยู่ตรงด้านหลังของคอกระเพาะฉี่ในอุ้งเชิงกรานข้างหลังกระดูกหัวหน่าว มีรูปร่างคล้ายลูกเกาลัด ต่อมมี 5 กลีบ หนักประมาณ 20 กรัม (ขนาดเท่าผลลิ้นจี่) มีหน้าที่สร้างน้ำมูก (ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งส่วนใด ของน้ำเชื้อ) เพื่อตัวน้ำอสุจิว่ายน้ำและก็กินเป็นอาหาร  โดยทั่วไปต่อมลูกหมากจะหยุดเติบโตหลังจากอายุ 20 ปี  จนถึงอายุประมาณ 45 ปี จะมีการเพิ่มขนาดขึ้นอีกที และเป็นจุดเริ่มต้นของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตนับได้ว่าเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่น่ากลุ้มใจของคุณผู้ชายทั้งหลายแหล่ โดยปกติคนเจ็บโรคต่อมลูกหมากโตจะอยู่ในช่วงอายุ 50 ปีขึ้นไป เมื่อแก่ขึ้นต่อมลูกหมากจะค่อยๆโตขึ้น ว่ากันว่าชายสูงอายุ 2 ใน 5 คนจะมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องผิดปกติ อาการดังที่กล่าวมาข้างต้นมีต้นเหตุมาจากการที่ต่อมลูกหมากซึ่งอยู่โอบล้อมท่อเยี่ยวมีขนาดโตขึ้นแล้วก็ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง
แล้วก็ยังมีรายงานการค้นคว้าหลายๆชิ้นสรุปว่า ในผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป มักตรวจพบโรคต่อมลูกหมากโต เนื่องจากความเปลี่ยนไปจากปกติทางด้านขนาดและก็จำนวนเซลล์ต่อมลูกหมาก เมื่อขนาดของต่อมลูกหมากโตขึ้น จะส่งผลทำให้มีการเกิดการอุดกันของระบบทางเดินเยี่ยว ปัสสาวะบ่อย ลำบาก จำเป็นต้องเบ่งเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน กลั้นฉี่ไม่อยู่ สุดท้ายบางทีอาจฉี่ไม่ออก รวมทั้งมีปัญหาเกี่ยวกับของลับไม่แข็ง รูปแบบการทำงานของต่อมลูกหมากอาศัยการกระตุ้นจากฮอร์โมนเพศชายซึ่งโดยมากผลิตขึ้นจากอัณฑะ ซึ่งฮอร์โมนเพศชายนี้ยังเกี่ยวโยงกับการกระตุ้นการโตของเซลล์ของมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย โดยความผิดปกติของต่อมลูกหมากที่มักพบในชายไทยหมายถึงโรคต่อมลูกหมากโต (Benign Prostatic Hyperplasia; BPH) มะเร็งต่อมลูกหมาก (Prostate cancer) และต่อมลูกหมากอักเสบ (prostatis) จำนวนร้อยละ 80 18 แล้วก็ 2 ตามลําดับ  โดยโรคต่อมลูกหมากโตนี้ เป็นโรคมักพบมากมายของเพศชายวัยตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป โดยเจอได้ประมาณ 30-40% ของผู้ชายวัย 50-60 ปี และก็เมื่ออายุ 85 ปีจะเจอโรคนี้ได้มากถึง 90% โรคนี้พบได้ในผู้ชายทั้งโลก ทุกเชื้อชาติ
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคต่อมลูกหมากโต ในขณะนี้ ยังไม่เคยรู้ต้นสายปลายเหตุที่แจ้งชัดของการเกิดโรคต่อมลูกหมากโต แม้กระนั้นหมอมั่นใจว่า เมื่อชายแก่ขึ้นจะส่งผลต่อการผลิตกรุ๊ปฮอร์โมนเพศชายจากอัณฑะที่ชื่อ แอนโดรเจน (Androgen) จึงทำให้ร่างกายขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายจำพวกต่างๆโดยเฉพาะระหว่างฮอร์โมน เทสโทสสเตอโรน  (Testosterone) กับฮอร์โมน ไดไฮโดรเทสโทสสเตอโรน () (DHT) ซึ่งภาวการณ์นี้ทำให้เซลล์ของต่อมลูกหมากมีการเจริญเติบโตเปลี่ยนไปจากปกติได้ ที่เรียกว่า โรคต่อมลูกหมากโต
ฮอร์โมนที่เชื่อว่าเป็นสาเหตุของโรคต่อมลูกหมากโต
ที่มา :  Wikipedia
นอกเหนือจากนั้นยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะเนื่องจากพันธุกรรม โดยยิ่งไปกว่านั้นมีอาการออกจะร้ายแรงในกลุ่มของผู้คนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจำเป็นต้องรับการดูแลและรักษาโดยผ่าตัดมักจะมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
นอกเหนือจากนี้ยังคาดการณ์ว่าอาจเป็นเพราะกรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลักษณะค่อนข้างรุนแรงในฝูงชนที่มีอายุน้อยกว่า 60 ปี ซึ่งจะต้องรับการดูแลรักษาโดยผ่าตัดชอบมีประวัติว่าคนภายในครอบครัวมักมีปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก
ลักษณะโรคต่อมลูกหมากโต อาการของโรคต่อมลูกหมากโตนั้น มีต้นเหตุมาจากเมื่อต่อมลูกหมากโตขึ้น จะไปนำไปสู่การระคายเคืองต่อท่อฉี่ และเมื่อต่อมฯยิ่งโตขึ้น ก็จะกดเบียดทับ หรือแทรกรัดบริเวณท่อฉี่ ก็เลยนำมาซึ่งการทำให้ท่อฉี่ตีบแคบลง จนถึงอาจตัน ด้วยเหตุดังกล่าวลักษณะของโรคต่อมลูกหมากโต ก็คือ

  • ยืนขึ้นชิ้งฉ่องเวลากลางดึกมากยิ่งกว่า 1 - 2 ครั้ง
  • สายเยี่ยวไม่พุ่ง ไหลช้า หรือไหลๆหยุดๆ
  • เกิดความรู้สึกว่าการขับถ่ายปัสสาวะเป็นเรื่องวุ่นวายในชีวิตประจำวัน
  • ไม่สามารถที่จะกลั้นฉี่ได้ จะต้องรีบเข้าส้วมเมื่อปวดฉี่
  • ต้องเบ่งหรือรอนานกว่าจะสามารถปัสสาวะออกมาได้
  • รู้สึกปัสสาวะไม่สุด ทำให้อยากเยี่ยวอยู่เรื่อยๆ
  • ปัสสาวะบ่อยมาก ห่างกันไม่เกิน 2 ชั่วโมง


และในคนไข้บางรายอาจมีอาการฉี่เป็นเลือด เนื่องจากเบ่งถ่ายนานๆอาจก่อให้เส้นเลือดดำที่ท่อฉี่คั่ง แล้วแตกจนถึงมีเลือดออกมาได้  ทั้งนี้โรคต่อมลูกหมากโตอาจมีภาวะแทรกซ้อนตัวอย่างเช่น  ฉี่ไม่ออกเลย ฟุตบาทปัสสาวะอักเสบ นิ่วในกระเพาะปัสสาวะ ไตเสื่อมหรือกระเพาะปัสสาวะเสื่อม ปัสสาวะเป็นเลือด  เป็นต้น ซึ่งบางทีอาจเจอได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของคนไข้ต่อมลูกหมากทั้งหมดทั้งปวง
กระบวนการรักษาโรคต่อมลูกหมากโต การตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • วิธีซักเรื่องราว บ่อยมากหมอให้คนไข้ทำแบบสอบถาม (IPSS) เพื่อประเมินความรุนแรงของความเปลี่ยนไปจากปรกติของการเยี่ยว
  • การตรวจทวารหนักเพื่อคลำต่อมลูกหมาก เพราะว่าต่อมลูกหมากอยู่ในร่างกาย ฉะนั้น การใช้นิ้วทาสารหล่อลื่นลูบคลำต่อมลูกหมากผ่านทางทวารหนักจะเป็นวิธีการตรวจร่างกายที่ง่ายที่สุดสำหรับในการประเมินถึงลักษณะทางภายกายภาพของต่อมลูกหมาก รวมทั้งที่สำคัญยังสามารถบอกได้ถึงความแตกต่างจากปรกติที่สงสัยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากด้วยโดยถ้าหากพบว่ามีลักษณะโต ผิวเรียบแปลว่าคือต่อมลูกหมากโตธรรมดา แม้กระนั้นหากมีลักษณะโตผิวไม่เรียบหรือค่อนข้างจะแข็ง น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • การตรวจเยี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญ และก็ควรต้องทำในผู้เจ็บป่วยทุกราย เพื่อดูว่ามีการอักเสบติดเชื้อ มีเม็ดเลือดไม่ปรกติหรือไม่ รวมทั้งยังเป็นการบอกถึงความผิดปรกติของร่างกายในระบบอื่นได้
  • การตรวจเลือดเพื่อหาค่า PSA (prostatic specific antigen) ซึ่งจะตรวจต่อเมื่อผู้เจ็บป่วยมีสุขภาพโดยรวมแข็งแรง และก็คงจะมีชีวิตยืนยาวมากกว่า 10 ปีขึ้นไป เพราะโรคมะเร็งต่อมลูกหมากระยะต้น มีลักษณะท่าทางจะโตแล้วก็ลุกลามช้าโดยแพทย์จะตรวจหาเอนไซม์ในเลือด ชื่อ พี.เอส.เอ (PSA : Prostate Specific Antigen) ซึ่งมีค่าปกติราว 0 - 4 ng/ml (นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร) และถ้าเกิดพบว่าผลเลือดสูงยิ่งกว่าปกติ แพทย์จะเสนอแนะให้ตัดชิ้นเนื้อของต่อมลูกหมาก โดยใช้เข็มเล็กๆผ่านทางทวารหนัก และนำไปตรวจโดยกล้องจุลทรรศน์ว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากหรือเปล่า
  • การตรวจอัลตราซาวน์ ส่วนมากมักใช้เมื่อมีความผิดปรกติในการตรวจเยี่ยว แต่ปัจจุบันเป็นที่ชื่นชอบส่งตรวจกันเพิ่มมากขึ้นด้วยเหตุว่าปลอดภัยและให้ผลดีสูง
  • การตรวจความแรงในการไหลของเยี่ยว (Uroflowmetry) มักจะร่วมกับการตรวจปัสสาวะที่เหลือค้างภายหลังจากเยี่ยวหมดแล้ว มีประโยชน์สำหรับเพื่อการประเมินความร้ายแรงรวมทั้งติดตามการดูแลและรักษา
  • การตรวจอื่นๆดังเช่น การส่องกล้อง การตรวจยูโรวิชาพลศาสตร์จะทำเมื่อมีข้อชี้ชัดที่แจ่มชัด


การดูแลและรักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาจจำต้องใช้หลายๆวิธีร่วมกัน แต่โดยหลักๆแล้วสามารถแบ่งออกเป็น 3 วิธีดังต่อไปนี้การเปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต การใช้ยารักษา การผ่าตัด ซึ่งมีเนื้อหาเป็น

  • การปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน: โดยแพทย์จะเลือกใช้วิธีการนี้ในกรณีผู้ป่วยมีลักษณะจากโรคต่อมลูกหมากโตออกจะน้อย และอาการของคนไข้ยังไม่กระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของคนป่วย โดยการปรับพฤติกรรมฯ เป็นการลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้อาการผู้ป่วยแย่ลง เป็นต้นว่า
  • หลบหลีกการดื่มเครื่องดื่มอย่างต่ำ 1-2 ชั่วโมงก่อนเข้านอน แนวทางแบบนี้จะช่วยลดการปวดเยี่ยวในยามค่ำคืนได้ แม้กระนั้นก็ไม่ควรอดหรือลดปริมาณการกินน้ำในทุกวัน
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน หรือลดปริมาณลงเพื่อไม่ให้เกิดการเคืองที่กระเพาะปัสสาวะและก็ทำให้อาการเกิดขึ้นอีก
  • ออกกำลังกาย มีการศึกษาค้นคว้าพบว่าการบริหารร่างกายด้วยการเดินอย่างต่ำวันละ 30-60 นาทีต่อวันจะช่วยทำให้อาการดียิ่งขึ้น
  • จำกัดการรับประทานยาลดน้ำมูก หรือยาแก้แพ้ การใช้ยาอีกทั้ง 2 ประเภทจะก่อให้เยี่ยวได้ตรากตรำ เพราะเหตุว่ายาจะเข้าไปทำให้กล้ามเนื้อบริเวณท่อเยี่ยวที่ควบคุมการไหลของปัสสาวะหดตัว
  • กินอาหารที่มีสาระ การรับประทานอาหารที่ดีเป็นประโยชน์จะช่วยในเรื่องของการควบคุมน้ำหนัก ทำให้ความเสี่ยงโรคอ้วนต่ำลงซึ่งเกี่ยวของกับโรคต่อมลูกหมากโต
  • ฝึกฝนการเข้าส้วม การเข้าห้องอาบน้ำทุกๆ4-6 ชั่วโมงเป็นขั้นตอนการอย่างหนึ่ง ซึ่งจะช่วยได้มากในกลุ่มผู้ป่วยที่ปัสสาวะบ่อยมากและไม่สามารถกลั้นได้
  • ปัสสาวะทีละ 2 ที เพื่อไม่ให้เยี่ยวเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะนำมาซึ่งการก่อให้เกิดลักษณะของการปวดปัสสาวะแล้วก็ปัสสาวะบ่อยครั้ง เป็นต้นว่า เมื่อเยี่ยวไปแล้ว ให้รออีกราวๆ 5 นาที แล้วปัสสาวะซ้ำอีกครั้ง ระหว่างรอคอย บางทีอาจแปลงท่า ดังเช่น ลุกขึ้นยืน เป็นต้น
  • ทำการฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน(ฝึกขมิบก้นเพื่อกลั้นฉี่ วิธีฝึกเหมือนกับที่หญิงฝึกฝนขมิบช่องคลอด) ตามแพทย์/พยาบาลแนะนำอย่างเคร่งครัด
  • เมื่อจะต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนประเด็นการปัสสาวะ(การใช้สุขา)ไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสบายสำหรับเพื่อการปัสสาวะ
  • การใช้ยาต่างๆ: ซึ่งแพทย์จะเลือกใช้ในผู้เจ็บป่วยที่ใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมฯไม่เป็นผล หรือในคนไข้ที่ตั้งแต่แรกมีลักษณะอาการร้ายแรงระดับปานกลาง หรือมีลักษณะอาการที่มีผลต่อการใช้ชีวิติทุกวัน ซึ่งยารักษาโรคต่อมลูกหมากโต ในตอนนี้มีอยู่ประมาณ 2-3 ชนิด บางชนิดเป็นยาลดอาการหดเกร็งกล้ามเนื้อที่บีบรัดท่อฉี่ บางจำพวกมีสรรพคุณลดขนาดต่อมลูกหมาก รวมทั้งบางจำพวกเป็นสมุนไพรที่สกัดขึ้นเพื่อลดอาการบวม หมอจะเป็นคนพิจารณาการให้ยาตามความเหมาะสมซึ่งยาที่ใช้รักษาอาการโรคต่อมลูกหมากโต สามารถแบ่งออกได้ 3 กลุ่มดังนี้ ยาในกลุ่มอัลฟา-บล็อกเกอร์ (Alpha adrenergic blockers)   ซึ่งอดีตสมัยจะใช้เป็นยาลดระดับความดัน แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้ได้พัฒนาต่อกระทั่งส่งผลต่อความดันโลหิตน้อยมาก ยาในกลุ่มนี้ออกฤทธิ์เร็ว คนไข้จะรู้สึกฉี่สะดวกขึ้นด้านใน 3 วัน แต่ถ้าเกิดหยุดยาและอาการก็จะกลับมาอย่างเร็ว ยาในกลุ่มนี้จะใช้กันแพร่หลายที่สุด พราโซสิน (prazosin) เทราโซสิน (tera-zosin) ดอกซาโซสิน (doxazosin) ยาที่ยั้งการสร้างฮอร์โมน (DHT) (Dihydrotestosterone)  ยาในกลุ่มนี้จะลดการสร้างฮอร์โมน DHT ซึ่งจำเป็นต้องต่อการเจริญเติบโตของต่อมลูกหมาก แม้ว่าจะออกฤทธิ์ช้า แต่สามารถลดขนาดของต่อมลูกหมากได้ในระดับหนึ่ง จะมีสาระเฉพาะผู้ป่วยที่มีต่อมลูกหมากออกจะโต ไฟท้องนาสเตอไรด์ (fina-steride) ยาสมุนไพร มีอยู่หลายอย่าง สำหรับชนิดที่แพร่หลายที่สุด คือ จากสมุนไพรชื่อ Saw palmetto แต่ว่าประสิทธิภาพยังไม่กระจ่างนัก
  • การผ่าตัด: หมอจะเลือกใช้แนวทางการนี้เมื่อผู้ป่วยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล โดยการผ่าตัดมีหลายวิธี ขึ้นกับ อาการ สุขภาพคนไข้ สิ่งที่มีความต้องการของผู้ป่วยและครอบครัว และดุลพินิจของแพทย์ ใน เดี๋ยวนี้นิยมผ่าตัดโดยการใช้กล้องส่องผ่านท่อเยี่ยว (transurethral resection of the prostatic หรือ TURP) เป็นการผ่าตัดเป็นแนวทางรักษาโดยขูดต่อมลูกหมากด้วยกล้องถ่ายภาพผ่านทางท่อฉี่ หรือที่เพื่อตัดต่อมลูกหมากออกเป็นชิ้นเล็กๆซึ่งสามารถทำได้โดยหมอฟุตบาทเยี่ยว หรือศัลยแพทย์ผู้ชำนาญเพียงแค่นั้น ในระหว่างผ่าตัดผู้เจ็บป่วยจะได้รับการวางยาเฉพาะข้างล่าง ทำให้ไม่รู้เรื่องสึกเจ็บ ในระยะ 3 - 4 วันแรกหมอจะใส่สายสวนปัสสาวะเพื่อกระเพาะปัสสาวะได้พัก และรอให้ฉี่ใสซะก่อนจึงจะเอาสายสวนฉี่ออก คนป่วยจะมีลักษณะอาการด้านใน 2 - 4 สัปดาห์ วิธีนี้แพทย์จะใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการหนัก หรือมีภาวะแทรกซ้อน นอกจากนี้ยังมีแนวทางอื่นๆอีกอย่างเช่น  การใช้คลื่นความร้อน เป็นต้นว่า ไมโครเวฟ คลื่นวิทยุ หรือเลเซอร์ ผ่านเข้าไปที่ต่อมลูกหมาก เพื่อทำให้ต่อมลูกหมากฝ่อและก็เล็กลง ซึ่งเป็นแนวทางที่หมอเลือกใช้ในรายคนเจ็บที่ไม่เหมาะสมกับการผ่าตัดรวมถึงวิธี การขยายท่อปัสสาวะโดยการใส่ท่อค้างไว้ (prostatic urethral stent) ซึ่งเหมาะสำหรับคนป่วยที่ผ่าตัดมิได้  หรือปฏิเสธการผ่าตัด
สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะก่อกำเนิดโรคต่อมลูกหมากโต

  • ผู้ชายที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป
  • คนที่มีประวัติว่าคนในครอบครัวมีปัญหาหรือเคยป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต
  • ผู้ที่มีความผิดธรรมดาของอัณฑะ
  • ผู้มีภาวการณ์น้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่ขาดการบริหารร่างกาย
  • ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจและเบาหวาน


การติดต่อของโรคต่อมลูกหมากโต โรคต่อมลูกหมากโตเป็นโรคที่เกิดขึ้นจากการขาดสมดุลของฮอร์โมนเพศชายหลายๆประเภท ซึ่งจะก่อให้เซลล์ของต่อมลูกหมากเจริญวัยไม่ดีเหมือนปกติ มักเกิดในผู้ชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป แล้วก็โรคต่อมลูกหมากโตนี้ ไม่ได้เป็นโรคติดต่อและไม่มีการติดต่อจากคนสู่คน และจากสัตว์สู่คนแต่อย่างใด

การปฏิบัติตนเมื่อป่วยด้วยโรคต่อมลูกหมากโต

  • ฝึกฝนปัสสาวะให้ตรงเวลา อย่างเช่น ทุก 3 ชั่วโมง และก็หลังจากนั้นจึงค่อยๆปรับระยะเวลาตามอาการเพื่อปกป้องการกลั้นฉี่ไม่อยู่
  • เยี่ยวครั้งละ 2 ที เพื่อไม่ให้ปัสสาวะเหลือค้างในกระเพาะปัสสาวะที่จะก่อให้เกิดลักษณะของการปวดปัสสาวะและฉี่บ่อยมาก ตัวอย่างเช่น เมื่อปัสสาวะไปแล้ว ให้รออีกโดยประมาณ 5 นาที แล้วฉี่ซ้ำอีกรอบ ระหว่างรอคอย บางทีอาจเปลี่ยนท่า อย่างเช่น ลุกขึ้นยืน ฯลฯ
  • ทำฝึกหัดความแข็งแรงของกล้ามอุ้งเชิงกราน โดยการฝึกฝนขมิบก้น/ขมิบเพื่อกลั้นปัสสาวะ
  • กินน้ำในแต่ละวันให้พอเหมาะ อย่าให้มากจนเกินไป
  • ลด หรือเลิกดื่มเครื่องดื่มมีคาเฟอีน
  • ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ทุกชนิด
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาบางประเภทที่จะทำให้อาการคนไข้ห่วยแตกลง ดังเช่น ยาขับเยี่ยว ยาแก้แพ้ ยาลดน้ำมูก ยาโรคซึมเศร้า
  • การกินของกินมีประโยชน์ 5 กลุ่มให้ครบถ้วนสมบูรณ์ทุกเมื่อเชื่อวันในจำนวนที่สมควร ร่วมกับการออกกำลังกายตามความเหมาะสมกับสุขภาพทุกเมื่อเชื่อวัน เพื่อการควบคุมน้ำหนัก และไม่ให้เกิดโรคอ้วน
  • เมื่อต้องออกจากบ้าน ควรจะคิดแผนหัวข้อการใช้สุขาไว้ล่วงหน้าเสมอเพื่อให้กำเนิดความสะดวกในการฉี่
  • รักษาร่างกายให้อบอุ่น อากาศที่หนาว จะมีผลให้อาการกำเริบ
  • ระวังไม่ให้ท้องผูก


การปกป้องตนเองจากโรคต่อมลูกหมากโต ในเวลานี้ยังไม่มีวิธีใดที่ช่วยคุ้มครองป้องกันปัญหาต่อมลูกหมากโตได้อย่างแท้จริงเพราะเหตุว่ายังไม่เคยทราบมูลเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ รวมทั้งการเสี่ยงต่อโรคที่สำคัญที่ไม่สามารถที่จะปรับปรุงได้นั้นก็คืออายุที่มากขึ้น ด้วยเหตุผลดังกล่าววิธีที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือผู้ชายที่แก่ตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปควรจะได้รับการตรวจต่อมลูกหมากเป็นประจำทุกปี รวมทั้งควรจะหมั่นพินิจความไม่ปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ อาทิเช่น หากมีลักษณะอาการชิ้งฉ่องลำบาก จำต้องใช้แรงเบ่งนานๆฉี่ไม่พุ่ง เวลากลางคืนต้องลุกขึ้นมาชิ้งฉ่อง หลายครั้ง หรือปัสสาวะเป็นเลือด ก็ควรจะไปพบแพทย์ เพื่อตรวจวิเคราะห์ปัจจัยให้แจ้งชัด  เมื่อพบว่าคือต่อมลูกหมากโตก็ควรรับประทานยารักษา หรือทำผ่าตัดปรับแก้ตามคำแนะนำของหมอ 
สมุนไพรที่ช่วยคุ้มครองปกป้อง/รักษาโรคต่อมลูกหมากโต พืชสมุนไพรที่มีรายงานการวิจัยทางสถานพยาบาลว่ามีฤทธิ์รักษาโรคต่อมลูกหมากโตอาทิเช่น มะเขือเทศ และก็ฟักทอง โดยให้ผู้เจ็บป่วยที่ได้รับการวิเคราะห์ว่าอยู่เป็นโรคต่อมลูกหมากโตระยะเริ่มต้นรับประทานซอสมะเขือเทศเข้มข้น (Tomato paste) วันละ 50 กรัม (มี lycopene อยู่ 13 มก.) ต่อเนื่องกัน 10 สัปดาห์พบว่า ส่งผลทำให้ค่า prostate-specific antigen (PSA) ในเลือดซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ถึงภาวะต่อมลูกหมากโตลดน้อยลง และการศึกษาเล่าเรียนทางสถานพยาบาลโดยให้ผู้ป่วยรับประทานแคปซูลสารสกัดเมล็ดฟักทองขนาด 1000 มก.ต่อวัน มีผลทำให้คนไข้โรคต่อมลูกหมากโตมีอาการดียิ่งขึ้น เมื่อกินติดต่อกันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์
มะเขือเทศ  ชื่อวิทยาศาสตร์ Solanum lycopersicum สกุล Solanaceae มีหลายการเล่าเรียนพบว่าไลโคพีนในมะเขือ เทศสามารถลดระดับ PSA แล้วก็คุ้มครองการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้ โดยผ่านกลไกการทำงานต่างๆอย่างเช่น การลดการ เกิด lipid oxidation ต้านอนุมูลอิสระ รวมทั้ง ลดการสังเคราะห์ 5- alpha dihydrotestosterone ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้นการโตของต่อมลูกหมาก และยังพบว่าการบริโภคไลวัวพีนจากสินค้า มะเขือเทศซึ่งทำให้ผู้ซื้อมีระดับไลโคพีนในเลือดสูงมากขึ้นจะสามารถลดระดับ PSA ในคนป่วยโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้  Schwarz แล้วก็ภาควิชา (2008) ศึกษาเล่าเรียนในคนไข้โรคต่อมลูกหมากโต (PSA > 4 mg/L) บริโภคไลวัวพีนวันละ 15 mg นาน 6 เดือน พบว่าสามารถป้องกันต่อมลูกหมากโตได้เมื่อตรวจทางทาวรหนักรวมทั้งการตรวจอัลตราซาวด์และระดับ PSA ลดลงร้อยละ 11 เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับยาหลอก (placebo) อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (P < 0.05) แล้วก็วิธีการทำแบบสำรวจอาการของต่อมลูกหมากฉบับนานาประเทศ (International Prostate Symptom Score; IPSS) พบว่ากลุ่มที่ได้รับไลวัวพีนมีลักษณะของต่อมลูกหมากดียิ่งขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่จะมีการเรียนอย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ มีการศึกษาในผู้ป่วยโรคต่อมลูกหมากโตที่มีความเสี่ยงสูงถึงปริมาณร้อยละ 80 ที่จะเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในอนาคต (High Grade Prostatic Intraepithelial Neoplasia; HGPIN) โดยกลุ่มทดลองที่ได้รับไลโคพีนวันละ 8 mg ตลอดทุกๆวันนาน 1 ปี (20 คน) เปรียบเทียบกับกรุ๊ปควบคุม (20 คน) พบว่ากรุ๊ปที่ได้รับไลโคพีนมีระดับ PSA ต่ำลง จาก 6.07 mg/L เป็น 3.5 mg/L คิดเป็นจำนวนร้อยละ 42 แล้วก็มีไลวัวพีนในเลือดเพิ่มขึ้นจาก 360 เป็น 680 mg/L รวมทั้งเมื่อจบการเรียนรู้พบว่ากลุ่มทดลองมีคนป่วยปริมาณ 2 ผู้ที่เป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก ในขณะผู้ป่วยกลุ่มควบคุมจำนวน 6 ผู้ที่มิได้รับประทานอาการที่มีไลวัวพีน (มะเขือเทศ แตงโม) ตลอดช่วงที่ทำการเล่าเรียนหรูหรา PSA เพิ่มสูงมากขึ้น แล้วก็คนที่หรูหราไลโคพีนในเลือดน้อยลงกลายเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากเพิ่มขึ้น ซึ่งแปลว่าการบริโภคไลโคพีนนาน 1 ปีสามารถคุ้มครองปกป้องการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากในผู้เจ็บป่วยที่มีการเสี่ยงสูงได้
ฟักข้าว มีชื่อสามัญว่า Spring bitter cucumber ชื่อวิทยาศาสตร์หมายถึงMomordica Cochinchinensis Spreng.  ฟักข้าว คือผลไม้ที่อุดมด้วยไลวัวป่ายปีน แล้วก็สารพฤษเคมีอื่นๆในกลุ่มแคโรทีนอยด์ ยกตัวอย่างเช่น เบต้า-แคโรทีน สูงขึ้นยิ่งกว่าแครอท 10 เท่า มีวิตามินซีมากกว่าส้ม 40 เท่า มีซีแซนทีนมากยิ่งกว่า ข้าวโพด 40 เท่า อุดมด้วยวิตามินอี วิตามินเอ กรดไขมันโอเมก้า-3, โอเมก้า-6 และก็โอเมก้า-9 ช่วยเสริมฤทธิ์สำหรับในการต่อต้านอนุมูลอิสระสูง และการไหลเวียนของโลหิต  และก็ในฟักข้าว มีไลโคปีนป่าย ประเภทพิเศษ เรียกว่า ไลโปแคโรทีน (Lipocarotene) เป็นกรดไขมันสายยาวที่ช่วยจับแคโรทีน จึงช่วยดูดซึมแคโรทีน ฟักข้าว จึงเป็นแหล่งของไลวัวปีนป่าย ที่ดีที่สุด  ไลโคปีนป่าย เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งได้รับการยืนยันทางด้านการแพทย์แล้วว่า ช่วยชะลอความเฒ่า ต่อต้านความเสื่อมของร่างกาย ช่วยลดโรคเกี่ยวกับต่อมลูกหมากในผู้ชาย โดยต่อมลูกหมาก คือต่อมที่สร้างน้ำเลี้ยงสเปิร์ม ต่อมลูกหมากตั้งอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะกับท่อเยี่ยว เมื่อผู้ชายอายุสูงมากขึ้นเป็น ตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป ร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเพศชาย(เทสโทสเตอโรน) ต่ำลง นำมาซึ่งการทำให้เซลล์ในต่อมลูกหมาก แบ่งตัวมากเพิ่มขึ้น ต่อมลูกหมากก็เลยโตขึ้น รวมทั้งหากมีการอักเสบร่วมด้วยก็จะได้โอกาสเกิดมะเร็ง ได้สูงมากขึ้น ไลวัวปีน จะควบคุมการโตของต่อมลูกหมาก ช่วยทำให้เซลล์มะเร็งฝ่อตาย และก็ลด การแบ่งเซลล์ของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วย
หญ้าหนวดแมว ชื่อวิทยาศาสตร์ : Orthosiphon stamineus Benth.   วงศ์ : Labiatae หรือ Lamiaceae   สรรพคุณหญ้าหนวดแมว ช่วยขับเยี่ยว ทำให้การหลั่งฉี่มากขึ้น นอกเหนือจากนั้น ในตำรายาหลายฉบับเอ๋ยถึงสรรพคุณต่างๆดังเช่น  แบบเรียนยาใช้ใบ และลำต้นการดูแลและรักษา และคุ้มครองป้องกันโรคฟุตบาทฉี่ ลำต้น ใช้อีกทั้งแบบสดหรือแบบแห้ง ด้วยการต้มดื่ม โดยเฉพาะชายสูงอายุที่ช่วยแก้โรคต่อมลูกหมากโต และก็ไขปัญหาฉี่ติดขัด รวมทั้งมีฤทธิ์สำหรับการขับกรดยูริก
เถาวัลย์เปรียง ชื่อวิทยาศาสตร์ Derris scandens (Roxb.) Benth  ชื่อสกุล Papilionaceae  สรรพคุณ:           แบบเรียนยาท้องถิ่น: ใช้เถา ขับเยี่ยว แก้กระษัยเหน็บชา ถ่ายกษัย แก้เส้นเอ็นขอด ถ่ายเสมหะ ไม่อุจจาระ ทำให้เส้นเอ็นอ่อนลง ขับปัสสาวะ แก้ฉี่พิการ
กระเจี๊ยบแดง ชื่อวิทยาศาสตร์ Hibiscus sabdariffa L. ชื่อวงศ์ Malvaceae  คุณประโยชน์:     ตำรายาไทย: กลีบเลี้ยงมีรสเปรี้ยว แก้อาการขัดเบา  การเรียนทางคลินิก: ลดระดับความดันโลหิต ยับยั้งเชื้อแบคทีเรียในทางเดินฉี่ ทำให้คนป่วยโรคนิ่วในท่อไต ปัสสาวะสะดวกขึ้น ผู้เจ็บป่วยกระเพาะปัสสาวะอักเสบมีอาการปวดแสบเวลาปัสสาวะลดลง  แบบอย่างรวมทั้งขนาดวิธีการใช้ยา:   ขับปัสสาวะ ใช้สมุนไพรแห้ง บดเป็นผุยผง 3 กรัม (หรือ 1 ช้อนชา) ชงกับน้ำเดือด 1 ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้ง นาน 7 วัน หรือจนกว่าอาการจะหาย
เอกสารอ้างอิง

  • โรคต่อมลูกหมายโต .สมาคมศัลยแพทย์ระบบปัสสาวะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์
  • Mohanty NK, Saxena S, Singh UP, Goyal NK, Arora RP. Lycopene as a chemopreventive agent in the treatment of high-grade prostate intraepithelial neoplasia. Urol Oncol Sem Orig Invest 2005;23:383-385
  • สมุนไพรตัวไหนบ้างที่ใช้รักษาต่อมลูกหมากโต.กระดานถาม-ตอบ.สำรักงานสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • รศ.นพ.สุรเกียรติอาชานานุภาพ.ต่อมลูกหมากโต.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่345.คอลัมน์สารานุกรมทันโรค.มกราคม.2551
  • รศ.นพ.อนุพันธ์ ตันติวงศ์.ต่อมลูกหมากโต.ภาวิชาศัลย์ศาสตร์.คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล.มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • ต่อมลูกหมากโต-อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ดอทคอม. http://www.disthai.com/
  • Wei MY, Giovannucci EL. Lycopene, tomato products, and prostate cancer incidence: A review and reassessment in the PSA screening era. J Oncol 2012:2012:1-7. (doi: 10.1155/2012/271063)
  • เอมอร.ชัยประทีป.ผลของมะเขือเทศที่อุดมไปด้วยไลโคพีนในโรคต่อมลูกหมากโตและมะเร็งต่อมลูกหมาก.คอลัมน์นิพนธ์ปริทัศน์.นิตยสารไทยเภสัชศาสตร์และวิทยาก

3

โรคอีสุกอีใส (Chickenpox , Varicella)
โรคอีสุกอีใส เป็นยังไง อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella) เป็นโรคติดต่อทางผิวหนังที่ทำให้ร่างกายเกิดผื่นคัน มีตุ่มนูนขนาดเล็ก หรือตุ่มน้ำใสๆทั่วร่างกาย สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แล้วก็ยังแพร่ไปได้อย่างรวดเร็ว เป็นโรคติดต่อที่พบบ่อยในเด็ก โดยธรรมดาจะเจออัตราการป่วยได้สูงสุดในกลุ่มอายุ 5-9 ปีรองลงมาเป็น 0-4 ปี, 10-14 ปี, 15-24 ปี และ 25-34 ปี ตามลำดับ ส่วนในคนที่อายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปบางทีอาจเจอได้บ้าง
                 มีรายงานจากกระทรวงสาธารณสุข พบว่าในปี พ.ศ. 2552  มีผู้ป่วยเป็นโรคอีสุกอีใสปริมาณ 89,246 รายทั่วประเทศและเสียชีวิต 4 ราย แล้วก็ในรอบ 5 ปีให้หลังมีรายงานผู้เสียชีวิตปีละ 1-3 ราย เมื่อพินิจพิเคราะห์ตามกลุ่มวัยพบว่ากลุ่มอายุ 5-9 ปี มีอัตราเจ็บไข้สูงสุดเท่ากับ 578.95 ต่อราษฎร 100,000 คน รองลงมาเป็นกลุ่มวัยต่ำลงมากยิ่งกว่า 5 ปี, 10-14 ปีรวมทั้งกลุ่มวัยมากยิ่งกว่า 15 ปี โดยมีอัตราเจ็บไข้พอๆกับ 487.13, 338.45 และ 58.81 เป็นลำดับจากข้อมูล 10 ปีย้อนหลังพบว่าจำนวนคนป่วยโรคอีสุกอีใสมีลักษณะท่าทางสูงขึ้น และก็ในปี พุทธศักราช 2557-2559 มีอัตราการป่วย 129.57 ต่อแสนประชากร 79.82 ต่อแสนพลเมือง แล้วก็ 66.57 ต่อแสนราษฎร เป็นลำดับ
สาเหตุของโรคอีสุกอีใส มีต้นเหตุที่เกิดจากเชื้ออีสุกอีใส ซึ่งเป็นเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า ไวรัสวาริเซลลา (varicella virus) (VZV) หรือ  human herpes virus type 3 เป็นเชื้อตัวเดียวกับที่ก่อให้เกิดงูสวัด ที่แพร่ได้ง่ายผ่านทางการสัมผัสกับแผลของคนป่วยที่เป็นโรคโดยตรง หรือทางทะเลลาย ไอ จาม หรือการหายใจเอาเชื้อที่ปนเปในอากาศเข้าไป โดยเชื้อนี้จะมีผลให้กำเนิดโรคอีสุกอีใสในผู้ที่เพิ่งติดเชื้อโรคเป็นครั้งแรกแล้วก็โรคนี้เมื่อเป็นแล้ว มักมีภูมิต้านทานตลอดชีวิต และผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่เป็นซ้ำอีก แต่ว่าเชื้ออาจหลบซ่อนอยู่ในปมประสาท และได้โอกาสเป็นงูสวัดได้ในคราวหลัง
ลักษณะโรคอีสุกอีใส เด็กจะเป็นไข้ต่ำๆหมดแรงรวมทั้งไม่อยากกินอาหารนิดหน่อย ในคนแก่มักมีไข้สูง และก็เมื่อยตามตัวเหมือนไข้หวัดใหญ่เอามาก่อน ผู้เจ็บป่วยจะมีผื่นขึ้น ซึ่งจะขึ้นพร้อมๆกันกับวันที่เริ่มจับไข้ หรือ ๑ วันหน้าจากมีไข้ เริ่มต้นจะขึ้นเป็นผื่นแดงราบก่อน ต่อมาจะกลายเป็นตุ่มนูน มีน้ำใสๆอยู่ด้านใน รวมทั้งมีอาการคัน ถัดมาจะแปลงเป็นหนอง ต่อจากนั้น ๒-๔ วัน ก็จะเป็นสะเก็ด ผื่นรวมทั้งตุ่มจะขึ้นตามไรผมก่อน แล้วลุกลามไปตามหน้า ลำตัว และแผ่นข้างหลัง จะทยอยขึ้นเต็มกำลัง ภายใน ๔ วัน บางรายมีตุ่มขึ้นในช่องปาก ทำให้ปากเปื่อย ลิ้นยุ่ย เจ็บคอ บางรายบางทีอาจไม่มีไข้ มีเพียงผื่นแล้วก็ตุ่มขึ้น ทำให้หลงผิดว่าเป็นเริมได้ เพราะเหตุว่าผื่นตุ่มของโรคนี้จะค่อยๆออกระลอก (ชุด) ขึ้นไม่พร้อมกันทั่วร่างกาย ฉะนั้นจะพบว่าบางที่ขึ้นเป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มใส บางที่เป็นตุ่มกลัดหนอง และก็บางที่เริ่มตกสะเก็ด ด้วยลักษณะนี้ ชาวบ้านก็เลยเรียกว่า อีสุกอีใส (มีทั้งตุ่มสุกตุ่มใส) แต่ว่าผู้ป่วยบางรายอาจเป็นเวลายาวนานกว่านั้นเป็น 2-3 อาทิตย์ โดยไม่เป็นแผลเป็น (นอกเหนือจากการที่จะมีการติดเชื้อแบคทีเรียสอดแทรก จนถึงเปลี่ยนเป็นตุ่มหนองและก็กลายเป็นแผล)
                เพราะเหตุว่าโรคอีสุกอีใสยังอาจจะทำให้เกิดภาวะสอดแทรกขึ้นได้อีกอย่างเช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง หรือติดโรคแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนทางสมอง
ผู้ป่วยที่มีการเสี่ยงที่จะมีลักษณะร้ายแรง เช่น หญิงมีครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ ได้แก่ คนป่วยโรคภูมิคุมกันบกพร่อง คนไข้โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว คนเจ็บเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากด ภูมิต้านทานต่างๆ
หญิงมีท้องที่เป็นโรคนี้ในช่วง 20 อาทิตย์แรกของการมีท้องอาจท่าให้เด็กในครรภ์พิการแต่ว่า เกิดได้แม้กระนั้นพบไม่บ่อย(น้อยกว่าจำนวนร้อยละ 2) แม้เป็นช่วงๆที่ท้องแม่อาจมีอาการรุนแรง แล้วก็มีภาวะแทรกซ้อน ได้แก่ ปอดอักเสบ ร่วมด้วย และหากคุณแม่เป็นโรคในช่วงใกล้คลอด (5 วันก่อนคลอดจนกระทั่ง 2 วันหลังคลอด) ทารกแรกเกิดบางทีอาจรับเชื้ออีสุกอีใสและก็มีลักษณะร้ายแรงถึงกับตายได้
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคอีสุกอีใสแล้ว เชื้อไวรัสจะไปหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท และท่าให้เกิดโรค งูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายต่ำลง
วิธีการรักษาโรคอีสุกอีใส แพทย์จะวินิจฉัยโรคอีสุกอีใสจากการดูลักษณะของผื่น ตุ่มน้ำ หรือตุ่มพองบนผิวหนังเป็นหลัก ร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วๆไปรวมทั้งอาการที่เกิดขึ้นอยู่กับคนเจ็บ ตัวอย่างเช่น มีไข้ขึ้น ไม่อยากอาหาร ปวดศีรษะ แต่บางครั้งบางคราวที่บอกมิได้เด่นชัดว่าเป็นโรคอีสุกอีใสหรือไม่รวมถึงในผู้เจ็บป่วยที่เกิดผลข้างเคียงสอดแทรก หรือในกรณีจำเป็นต้องวิเคราะห์ให้เด่นชัด แพทย์จะทำการทดลองน้ำเหลืองเพื่อหาระดับสารภูมิคุ้มกันต่อไวรัสอีสุกอีใส หรือตรวจหาเชื้อจากตุ่มน้ำ เนื่องจากว่าโรคอีสุกอีใส เป็นโรคที่เกิดขึ้นจากเชื้อไวรัสการดูแลรักษาจึงเป็นการรักษาแบบเกื้อหนุนตามอาการ
                ซึ่งโรคนี้สามารถหายเองได้การรักษาโดยใช้ยาต้านทานเชื้อไวรัสอาจท่าให้ระยะการเป็นโรคสั้นลง ถ้าคนป่วยได้รับ ด้านใน 1 วันหลังผื่นขึ้น ผู้เจ็บป่วยไม่นายสิบเป็นจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสทุกราย แพทย์จะไตร่ตรองให้ในรายที่มีการเสี่ยง จะเกิดภาวะสอดแทรกร้ายแรงเพียงแค่นั้น เช่น

  • ถ้าเกิดพบว่าตุ่มมีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรก (เปลี่ยนเป็นตุ่มหนอง ฝี แผลพุพอง) หมอจะให้ยาปฏิชีวนะเสริมเติม หากเป็นเพียงไม่กี่จุดก็อาจให้ประเภททา แต่ถ้าเป็นมากก็จะให้ชนิดรับประทาน
  • ถ้าหากมีลักษณะอาการเข้าแทรกรุนแรง ซึ่งเจอได้น้อยมาก อย่างเช่น ปอดอักเสบ (ไข้สูง หอบ) สมองอักเสบ (ไข้สูง ปวดศีรษะมาก อ้วกมากมาย ซึม ชัก ไม่ค่อยรู้สึกตัว) ตับอักเสบ (โรคดีซ่าน) หรือมีภาวะเลือดออกง่ายก็จะรับตัวไว้รักษาในโรงหมอ
  • ในรายที่มีสภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด (เป็นต้นว่า เป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว เอดส์ รับประทานยาสตีรอยด์อยู่นานๆฯลฯ) หรือเด็กอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไปที่มีโรคผื่นแพ้ประจำ โรคปอดเรื้อรัง สูดพ่นยาสตีรอยด์ (สำหรับคนที่เป็นโรคหืด) หรือกินยาแอสไพรินอยู่ เว้นแต่ให้การรักษาตามอาการแล้ว หมอบางทีอาจให้ยาต้านไวรัส ที่มีชื่อว่า อะไซวัวลเวียร์ (acyclovir) เพื่อฆ่าเชื้อโรคอีสุกอีใส ปกป้องมิให้โรคลุกลามรุนแรง และก็ช่วยทำให้โรคหายเร็วขึ้น ควรให้ยานี้รักษาด้านใน 24 ชั่วโมง หลังออกอาการจะได้ประสิทธิภาพที่ดีกว่าให้ช่วงหลังๆของโรค


สิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะส่งผลให้เกิดโรคอีสุกอีใส เนื่องมาจากโรคอีสุกอีใสเป็นโรคที่มีการติดต่อจากเชื้อไวรัสโดยการสัมผัสตุ่มหรือแผลของคนป่วย รวมทั้งติดต่อผ่านทางสารคัดหลั่งของผู้เจ็บป่วย ทั้งการสัมผัสหรือการหายใจเอาเชื้อโรคเข้าไป ด้วยเหตุดังกล่าวสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงที่จะทำให้มีการเกิดโรคอีสุกอีใส คือ การคลุกคลีกับผู้ป่วย การสัมผัสคนป่วยหรือสิ่งของเครื่องใช้ของคนเจ็บโดยไม่ได้มีการปกป้องตนเองที่ดี รวมถึงการไม่ได้รับวัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใสจนถึงครบ ก็เป็นอีกต้นเหตุหนึ่งที่มีการเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดโรคอีสุกอีใสได้เช่นเดียวกัน
การติดต่อของโรคอีสุกอีใส โรคอีสุกอีใสเป็นโรคติดต่อได้อย่างรวดเร็วมากมาย โรคอีสุกอีใสมีระยะฟักตัวราว 10 - 21 วัน รวมทั้งผู้ป่วยจะเริ่มกระจายเชื้อได้ในช่วงราว 5 วันก่อนขึ้นผื่น ไปจนกระทั่งเมื่อตุ่มน้ำแห้งแตกเป็นสะเก็ดหมดแล้ว ด้วยเหตุดังกล่าวระยะกระจายเชื้อในโรคอีสุกอีใสก็เลยนานได้ถึง 7 - 10 วันหรือนานกว่านี้ในคนแก่ จึงเป็นสาเหตุให้เป็นโรคติดต่อที่ระบาดได้อย่างรวดเร็ว
                ซึ่งเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอยู่ในตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส ในน้ำลายแล้วก็เสมหะของผู้ที่เป็นอีสุกอีใสสำหรับการติดต่อสามารถติดต่อได้โดยการสัมผัสถูกตุ่มน้ำโดยตรง หรือสัมผัสถูกเครื่องใช้ ดังเช่น แก้วน้ำ ผ้า เช็ดหน้า ผ้าที่เอาไว้เช็ดตัว ผ้าสำหรับห่ม ที่พักผ่อน ที่เลอะ ถูกตุ่มน้ำของคนที่เป็นอีสุกอีใส หรือสูดหายใจเอาละอองของตุ่มน้ำ หรือฝอยละอองจากทางเท้าหายใจของคนป่วยเข้าไป
โดยเหตุนี้อีสุกอีใสก็เลยเป็นโรคที่ระบาดแพร่ได้ง่าย โดยยิ่งไปกว่านั้นในสถานศึกษา สถานรับเลี้ยงเด็ก หรือตามชุมชนที่พักอาศัยทั่วๆไป สามารถพบได้ตลอดทั้งปี แต่ว่าจะมีอุบัติการณ์เกิดสูงสุดในตอนม.ค.ถึงเดือนเมษายน

การปฏิบัติตนเมื่อมีอาการป่วยเป็นโรคอีสุกอีใส

  • ถ้าหากเป็นไข้สูง ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวเสมอๆดื่มน้ำมากมายๆห้ามอาบน้ำเย็น นอนพักให้มากมายๆแล้วก็ให้ยาพาราเซตามอลบรรเทาไข้ ไม่สมควรให้ยาแอสไพรินลดไข้ เนื่องจากว่ายานี้ อาจจะส่งผลให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคเรย์ซินโดรม (Reye's syndrome) ซึ่งจะมีภาวะสมองอักเสบร่วมกับตับอักเสบ จัดว่าเป็นโรคอันตรายรุนแรงชนิดหนึ่ง
  • ถ้ามีลักษณะคัน ให้ทาด้วยยาแก้ผดผื่นคัน (คาลาไมน์โลชั่น) ถ้าหากคันมากมายให้กินยาแก้แพ้ คลอร์เฟนิรามีนทุเลา ผู้ป่วยควรจะตัดเล็บให้สั้น รวมทั้งพยายามอย่าแกะหรือเกาตุ่มคัน อาจจะส่งผลให้เกิดการติดเชื้อแปลงเป็นตุ่มหนองแล้วก็เป็นแผลเป็นไปได้
  • ถ้าหากปากยุ่ย ลิ้นยุ่ย ให้ใช้น้ำเกลือกลั้ว มานะทานอาหารที่เป็นของเหลวหรือเป็นน้ำแทนอาหารแข็ง
  • สำหรับของกิน ไม่มีของแสลงต่อโรคนี้ ให้ทานอาหารได้ตามเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบำรุงด้วยอาหารพวกโปรตีน (ยกตัวอย่างเช่น เนื้อ นม ไข่ ถั่วต่างๆ) ให้มากเพิ่มขึ้น เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • ควรจะหยุดเรียน หรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้าน เพื่อคุ้มครองป้องกันไม่ให้กระจายเชื้อให้บุคคลอื่น ระยะแพร่เชื้อติดต่อให้บุคคลอื่นเป็นตั้งแต่ระยะ 1 วัน ก่อนมีตุ่มขึ้นกระทั่ง 6 วัน ข้างหลังตุ่มขึ้น
  • ควรจะเฝ้าสังเกตอาการเปลี่ยนต่างๆโดยธรรมดาอาการ จะค่อยดีขึ้นได้เองด้านใน 1-3 สัปดาห์ แต่ถ้าพบว่ามีลักษณะหายใจหอบ ซึม ชัก เดินเซ ตากระตุๆก โรคดีซ่าน (ตาเหลือง) มีเลือดออก ปวดหัวมากมาย อ้วกมาก เจ็บหน้าอก หรือตุ่มเปลี่ยนเป็นหนอง ฝี หรือพุพอง ควรจะไปพบ แพทย์อย่างรวดเร็ว
  • ผู้ป่วยควรพักผ่อนรวมทั้งดื่มน้ำมากมายๆอย่างต่ำวันละ 8 แก้ว
  • ผู้เจ็บป่วยควรปลีกตัวออกไปอยู่ต่างหากจนพ้นระยะติดต่อ รวมทั้งแยกสิ่งของเครื่องใช้ส่วนตัวต่างๆเช่น เสื้อผ้า ถ้วยน้ำ ช้อน จาน ถ้วยชาม อื่นๆอีกมากมาย เพื่อหลีกเลี่ยงการแพร่ขยายของเชื้อโรค
  • สำหรับยาเขียวที่ทำจากสมุนไพร (ดังเช่นว่า ยาเขียวหอม ที่ใส่อยู่ในบัญชียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ พ.ศ.๒๕๕๖) ไม่นับว่าเป็นข้อห้ามหรือทำให้เกิดผลกระทบต่อการรักษาโรคนี้ คนเจ็บสามารถใช้ร่วมกับการดูแลและรักษาธรรมดาได้ แถมยาเขียวยังช่วยทำให้ดื่มน้ำได้มากขึ้นอีกด้วย
  • รักษาสุขลักษณะพื้นฐาน (สุขข้อกำหนดแห่งชาติ) เพื่อสุขภาพแข็งแรงรวมทั้งช่วยลดโอกาสในการเกิดผลข้างเคียงสอดแทรกจากการติดเชื้อโรค
การคุ้มครองป้องกันตัวเองจากโรคอีสุกอีใส

  • ด้วยเหตุว่าโรคผ่องใสสามารถแพร่ขยายได้ง่ายโดยทางการหายใจ จะต้องแยกผู้ป่วยออกจากเด็กตัวเล็กๆ หญิงมีท้อง แล้วก็คนที่ไม่เคยติดโรคมาก่อน
  • ควรจะให้ผู้เจ็บป่วยหยุดเรียนหรือหยุดงาน พักผ่อนอยู่บ้านเพื่อป้องกันไม่ให้แพร่ระบาดให้ผู้อื่น
  • ไม่สัมผัสหรือใกล้ชิดกับคนไข้โรคอีสุกอีใส ถ้าต้องมีการปกป้องตนเองอย่างดี อาทิเช่น สวมถุงมือ สวมหน้ากากอนามัยแล้วก็ควรจะรีบล้างมือภายหลังสัมผัสกับคนป่วย เป็นต้น
  • เดี๋ยวนี้มีวัคซีนฉีดคุ้มครองป้องกันโรคอีสุกอีใส ซึ่งราคาค่อนข้างแพง (โดยประมาณเข็มละ 800-1200 บาท) ควรฉีดในเด็กอายุ 12-18 เดือน ฉีดเพียง 1 เข็ม จะคุ้มครองป้องกันโรคได้ตลอดไป ถ้าหากฉีดตอนโต หากอายุต่ำกว่า 13 ปี ก็ฉีดเพียงเข็มเดียว แต่ถ้าหากอายุตั้งแต่ 13 ปีขึ้นไป ควรฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 4-8 อาทิตย์ ข้างหลังฉีดยา ควรเลี่ยงการใช้ยาแอสไพรินนาน 6 อาทิตย์ ดังนี้เพื่อลดช่องทางเสี่ยงต่อโรคเรย์ซินโดรม วัคซีนชนิดนี้ห้ามฉีดในหญิงมีครรภ์ ผู้ที่มีภาวการณ์ภูมิคุ้มกันผิดพลาด ใช้ยาแอสไพรินอยู่ประจำ หรือใช้ยาสตีรอยด์ขนาดสูงมานาน อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ สำหรับหญิงวัยเจริญพันธุ์ (15-45 ปี) ถ้าเกิดไม่มั่นใจว่าเคยเป็นโรคนี้หรือยัง ควรจะหารือหมอ ตรวจสอบว่ามีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้หรือยัง ถ้าเกิดยัง แพทย์อาจชี้แนะให้วัคซีนคุ้มครองป้องกันเพื่อไม่ให้มีอันตรายต่อทารกในท้องขณะมีครรภ์ และหลังฉีดวัคซีนชนิดนี้ ควรคุมกำเนิดนาน 3 เดือน ก็เลยจะสามารถตั้งครรภ์ได้โดยสวัสดิภาพ
  • ในเด็กที่ไม่มีข้อบ่งห้าม สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 12-15 เดือน ขึ้นไป แล้วก็ฉีดกระตุ้นอีกครั้งที่อายุ 4-6 ปีหรืออาจฉีด 2 เข็มห่างกันอย่างน้อย 3 เดือน ซึ่งภูมิคุ้มกันจะขึ้นดีมากกว่าการฉีด 1 เข็ม
  • จากการเรียนในเด็กอายุ 1-12 ปี ข้างหลังได้รับวัคซีนคราวแรก จะมีภูมิคุ้มกันในระดับที่คุ้มครองโรคได้ร้อยละ 85และเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนร้อยละ 99.6 ข้างหลังได้รับวัคซีนครั้งที่ 2
  • สำหรับผู้ที่สัมผัสสนิทสนมกับคนไข้โรคนี้ การฉีดวัคซีนบางทีอาจไม่ทันกาล ถ้าจำเป็นต้องหมอบางทีอาจเสนอแนะให้ฉีดเซรุ่ม ที่มีชื่อว่า varicella-zoster immune globulin (VZIG) เป็นการฉีดภูมิคุ้มกันเข้าไปโดยตรง มักจะฉีดให้กับคนที่สัมผัสโรคอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญิงมีท้อง คนที่มีภาวะภูมิคุ้มกันผิดพลาด คนเจ็บมะเร็งเม็ดเลือดขาว และเด็กแบเบาะที่มีแม่เป็นอีสุกอีใสช่วง 5 วันก่อนคลอดถึง 2 คราวหลังคลอด
  • วัคซีนคุ้มครองโรคอีสุกอีใส ที่ใช้ในปัจจุบันทำจากเชื้ออีสุกอีใสที่มีชีวิตแล้วเอามาทำให้อ่อนฤทธิ์ลง ในประเทศไทยมีจำหน่าย 3 ประเภทเป็นVarilrix ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำยิ่งกว่า 2,000 PFU, OKAVAX ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่ต่ำลงยิ่งกว่า 1,000 PFU, และก็ Varicella Vaccine-GCC ในวัคซีน 1 เข็มมีเชื้อไม่น้อยกว่า 1,400 PFU ทั้งเดี๋ยวนี้ยังมีการผลิตวัคซีนคุ้มครองปกป้องโรคอีสุกอีใสให้อยู่ในรูปวัคซีนรวม ดังเช่น วัคซีนรวมฝึกฝน-หัดเยอรมัน-คางทูม-อีสุกอีใส (MMRV) ซึ่งจะรวมอยู่ในเข็มเดียวกันทำให้สะดวก และไม่จะต้องเจ็บตัวมากขึ้นเรื่อยๆ
สมุนไพรที่ช่วยรักษา/บรรเทา ลักษณะของโรคอีสุกอีใส

  • เสมหะพังพอนตัวเมีย Clinacanthus nutans (Burm.f) มีอีกชื่อหนึ่งเป็น พญายอ ซึ่งเสลดพังพอนตัวเมียไม่เหมือนกับเพศผู้เป็นตัวเมียไม่มีหนาม ใบตัวผู้มีสีเข้มกว่า ดอกตัวเมียมีสีแดง ดอกเพศผู้มีสีส้นสด กรรมวิธีการให้เด็ดใบเสลดพังพอนตัวเมียมาล้างให้สะอาด แล้วนำมาโขลกหรือปั่นอย่างถี่ถ้วนผสมกับน้ำดินสอพอง ทาที่ตุ่มเปล่งปลั่งเป็นประจำจะช่วยบรรเทาอาการคัน แล้วก็ทำให้ตุ่มแผลแห้งเร็ว ลดอาการบวมแดงของตุ่มได้
  • ผักชี Coriandrum sativum การอาบน้ำต้มผักชีจะช่วยให้อีสุกอีใสหายไวขึ้น ซึ่งตามตำรายาแผนโบราณพูดว่า คุณประโยชน์ของผักชีคือเป็นพืชธาตุเย็นที่ช่วยลดอาการผื่นแดง
  • สะเดา Azadiracta indica มีการเรียนรู้พบว่าสารเกดูนิน (Gedunin) และก็ นิมโบลิดี (Nimbolide) ในใบและก็เม็ดสะเดามีคุณภาพสำหรับเพื่อการออกฤทธิ์ยั้งเชื้อรา แบคทีเรียรวมทั้งเชื้อไวรัสสูง โดยเหตุนั้น จึงสามารถบรรเทาลักษณะโรคที่เกิดขึ้นจาก ไวรัส อย่างอีสุกอีใสได้
  • ใบมะยม Phyllanthus acidus ใช้ใบมะยมไม่อ่อนหรือแก่เกินความจำเป็น 2-3 กำมือ ใส่น้ำ 2-3 ลิตร ต้มให้เดือดประมาณ 20 นาที แล้วยกลงผสมน้ำเย็นให้อุ่นพออาบได้ อาบวันละ 3 ครั้ง รุ่งเช้า ช่วงกลางวัน เย็น ข้างหลังอาบน้ำอาการจะเบาๆดีขึ้นกว่าเดิม
  • ย่านาง Tiliacora triandra เอาราก “ย่านาง” แบบสดราวขยุ้มมือต้มกับน้ำหลากยากระทั่งเดือด ดื่มขณะอุ่นวันละครั้ง ทีละ 3 ส่วน 4 แก้ว ต้มดื่มเรื่อยต่อเนื่องกัน 3-5 วัน อาการที่เป็นจะดีขึ้นกว่าเดิม
เอกสารอ้างอิง

  • รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ.อีสุกอีใส.นิตยสารหมอชาวบ้าน.เล่มที่296.คอลัมน์ สารานุกรมทันโรค.ธันวาคม.2546
  • อีสุกอีใส เป็นได้ก็หายได้.เกร็ดความรู้สู่ประชาชน.หน่วยข้อมูลคลังยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.
  • (นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ). “อีสุกอีใส (Chickenpox/Varicella)”. หนังสือตำราการตรวจรักษาโรคทั่วไป หน้า 404-407.
  • Kuter B, Matthews H, Shinefield H, Black S, Dennehy P, Watson B, et al. Ten year follow-up of healthychildren who received one or two injections of varicellavaccine. Pediatr Infect Dis J. 2004; 23:132-7.
  • อ.พญ.เลลานี ไพฑูรย์พงษ์.สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.โรคอีสุกอีใส.สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC)..Prevention of Varicella Recommendations of the Advisory Committee on Immunization Practices (ACIP). MMVR 2007; 56:1-40.
  • อีสุกอีใส.อาการ,สาเหตุ,การรักษา.พบแพทย์ http://www.disthai.com/
  • Heininger U, Seward JF. Varicella. Lancet. 2006; 368:1365-76.
  • Braunwald, E., Fauci, A., Kasper, L., Hauser, S., Longo, D., and Jameson, J. (2001). Harrison’s principles of internal medicine (15th ed.). New York: McGraw-Hill.
  • อ.พญ.จรัสศรี ฟี้ยาพรรณ,นางรษิกา ฤทธิ์เรืองเดช,พญ.พิชญา มณีประสพโชคและคณะ.โรคสุกใส(Chicken pox).ภาควิชาตจวิทยาคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลมหาวิทยาลัยมหิดล.
  • สำนักระบาดวิทยา. โรคอีสุกอีใส. สรุปรายงานการเฝ้าระวังโรค 2552. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์. 2553; 55-6.
  • Krause PR, Klinman DM. Efficacy,immunogenicity,safety, and use of live attenuated chickenpox vaccine. J Pediatr. 1995; 127:518-25.
  • พญ.อารีย์ โอบอ้อมรัก.หนังสือเลี้ยงลูกด้วยสมุนไพร.หน้า 56.สำนักพิมพ์เอเชียบูรพา.


4

สมุนไพรหมีเหม็น
หมีเหม็น Litsea glutinosa C.B. Rob.
บางถิ่นเรียกว่า หมีเหม็น มะเย้อ ยุบเหยา (เหนือ, ชลบุรี) กำปรนบาย (ซอง-จันทบุรี) ดอกจุ๋ม (จังหวัดลำปาง) ตังสีพงพี (พิษณุโลก) ทังบวน (จังหวัดปัตตานี) มือเบาะ (มลายู-ยะลา) ม้น (จังหวัดตรัง) หมี (อุดรธานี, จังหวัดลำปาง) หมูทะลวง (เมืองจันท์) หมูเหม็น (แพร่) เส่ปียขู้ (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) อีเหม็น (จังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี)
สมุนไพร ไม้พุ่ม สูง 2-5 ม. แขนงมีสีเทา ใบ ผู้เดียว ออกเรียงสลับ ชอบออกเป็นกลุ่มหนาแน่นที่ปลายกิ่ง ใบรูปรี หรือรูปไข่กลับ หรือค่อนข้างกลม กว้าง 4-10 ซม. ยาว 7-20 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม หรือ กลม โคนใบสอบเป็นครีบหรือกลม ขอบใบเรียบ หรือเป็นคลื่นบางส่วน ด้านบนสะอาดเป็นมัน ด้านล่างมีขน เส้นใบมี 8-13 คู่ ข้างล่างเห็นชัดกว่าด้านบน ก้านใบยาว 1-2.5 ซม. มีขน ดอก ออกตามง่ามใบเป็นช่อ แบบซี่ร่ม ก้านช่อยาว 2-6 เซนติเมตร มีขน ใบประดับประดามี 4 ใบ มีขน ก้านดอกย่อยยาว 5-6 มม. มีขน ดอกเพศผู้ ช่อหนึ่งมีโดยประมาณ 8-10 ดอก กลีบรวมลดรูปกระทั่งเหลือ 1-2 กลม ไหมเหลือเลย กลีบรูปขอบขนาน ขอบกลีบมีขน เกสรเพศผู้มี 9-20 อัน เรียงเป็นชั้นๆก้านเกสารมีขน ชั้นในมีต่อมกลมๆที่โคนก้าน ต่อมมีก้าน อับเรณูรูปรี มี 4 ช่อง เกสรเพศเมียเป็นหมันอยู่ตรงกลาง ดอกเพศเมีย กลีบรวมลดรูปกระทั่งไม่มี หรือเหลือแค่น้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันเป็นรูปช้อน เกสรเพศเมียไม่มีขน รังไข่รูปไข่ ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1-2 มม. ปลายเกสรเพศเมียรูปจาน ผล กลม เมื่ออ่อนสีเขียว เมื่อแก่สีดำ ผิววาว ก้านผลมีขน

นิเวศน์วิทยา
: ขึ้นในป่าเบญจพรรณชื้น และก็ป่าดิบทั่วๆไป
สรรพคุณ : ราก เป็นยาฝาดสมาน และก็ยาบำรุง ต้น ยางเป็นยาฝาดสมานแก้บิด ท้องร่วง กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ ทาแก้พิษแมลงกัดต่อย แก้ปวด บดเป็นผุยผงผสมกับน้ำหรือนม ทาแก้แผลอักเสบ รวมทั้งเป็นยาห้ามเลือด ใบ มีเยื่อเมือกมากมาย ใช้เป็นยาฝาดสมาน รวมทั้งแก้อาการระคายเคืองของผิวหนัง ตำเป็นยาพอกรอยแผลนิดๆหน่อยๆผล กินได้รวมทั้งให้น้ำมัน เป็นยาถูนวดแก้ปวด rheumatism  เม็ด ตำเป็นยาพอกฝี

Tags : สมุนไพร

5

สมุนไพรเสลดพังพอน
ชื่อท้องถิ่นอื่น  พิมเสนต้น  เสลดพังพอน  เสมหะพังพอนตัวผู้ (ภาคกึ่งกลาง) เช็กเชเกี่ยม (จีน)
ชื่อวิทยาศาสตร์  Barleria lupulina Lindl.
ชื่อตระกูล   ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Salet phangphon tuapuu.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้พุ่ม (S) แตกกิ่งก้านสาขามากมายรอบๆลำต้น สูงโดยประมาณ 1 เมตร มีหนามสีน้ำตาลคู่ ตามข้อรวมทั้งโคนใบ กิ่งมีสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นใบโดดเดี่ยว ออกตรงข้ามเป็นคู่ๆลักษณะใบรูปยาว เรียวแคบ โคนรวมทั้งปลายใบแหลม ขอบของใบเรียบ ผิวใบหมดจด พื้นใบมีสีเขียวเข้มและมัน ก้านใบสั้น ก้านใบตลอดจนเส้นกลางใบมีสีแดง ที่โคนกว้างมีหนามแหลม 1 คู่ สีม่วง ชี้ลง
สมุนไพร ดอก ออกดอกเป็นช่อตามยอดหรือที่ปลายกิ่ง เมื่อดอกยังอ่อนนมีใบแต่งแต้มหุ้มมิด เมื่อดอกบานจะโผล่เลยใบประดับประดาออกมาครึ่งเดียว ใบแต่งแต้มรูปกลมรี ตอนท้ายมีสีน้ำตาลอมแดง กลีบรองกลีบสีเขียวมี 5 กลีบ กลีบสีเหลืองจำปา ตรงโคนเป็นหลอดตรงปลายแยกเป็น 5 กลีบผล เป็นฝัก ลักษณะรูปมนรี แบนรวมทั้งยาว โคนกว้าง ปลายแหลม ข้างในผลมีเมล็ด 2-4 เม็ด

นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่โล่งแจ้งที่ไม่ขึ้นทั่วไป มีแต่ว่าเฉพาะตามบ้านซึ่งปลูกเอาไว้ใช้
การปลูกและเพาะพันธุ์                                    
เจริญวัยได้ดิบได้ดีในดินซึ่งร่วนซุย มีความชื้น เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเม็ด หรือตัดลำต้นปักชำ โดยตัดเป็นท่อนๆยาวราวๆ 1-2 คืบ ปักชำในแปลงที่จัดเตรียมไว้หรือปักชำในที่ชุ่มชื่นก่อน เมื่อออกรากก็ดีก็เลยย้ายไปปลูกในแปลง
ส่วนที่ใช้ รส แล้วก็สรรพคุณ
ใบ รสจืดเย็น โขลกกับสุราคั้นเอาน้ำดืื่ม เอากากพอกแก้พิษงู แก้ไฟลามทุ่ง แผลฟกช้ำดำเขียวจาการกระทบกระแทก แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย อาทิเช่น ผึ้ง ตะขาบ ฯลฯราก รสจืดเย็น ฝนกับเหล้าหรือสุราโรงทาแก้พิษงู แมลงสัตว์กัดต่อย
วิธีการใช้และจำนวนที่ใช้

  • รักษาลักษณะของการปวดฝี ทำลายพิษ ปวดอักเสบปวดร้อน โดยที่ใช้ใบสด 1 กำมือ หรือประมาณ 20 กรัม ตำให้ถี่ถ้วนผสมกับสุราพอกรอบๆที่เป็นฝี หรือบริเวณที่เป็นวันละ 3 เวลา
  • รักษาอาการแพ้ อักเสบ แมลงสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบสด 1 กำมือ ตำให้ถี่ถ้วนคั้นเอาน้ำทาบริเวณที่เป็น หรือตำผสมสุราโรงเล็กน้อยด็ได้
ข้อควรรู้
ในประเทศมาเลเซีย ใช้แก้ปวดฟันและแก้งูกัด  และก็ถือกันว่าเป็นต้นไม้ศักดิ์สิทธิ์ที่จะคุ้มครองปกป้องภัยจนถึงอันตรายต่างๆได้ด้วย

6
อื่นๆ / สัตววัตถุ ปลาดุก
« เมื่อ: 22-12-2017 , 08:58:27 »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง ปลาที่คนไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจหมายถึงปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างน้อย ๒ ประเภทในสกุล Clariidae  เป็น
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Clarias  batrachus  (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking  catfish
ลางตัวที่มีสีขาวตลอด ชาวบ้านเรียก ดุกเผือก หรือถ้าหากมีสีค่อนข้างแดง  ก็เรียก ดุกแดง  แม้กระนั้นถ้าเกิดมีจุดขาวรอบๆทั่วลำตัว  ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว  ๑๖-๔๐  เซนติเมตร (ในธรรมชาติบางทีอาจยาวได้ถึง ๖๑  เซนติเมตร) รอบๆด้านข้างของลำตัวมีสีเทาคละเคล้าดำหรือสีน้ำตาลผสมดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว และก็ราว๓.๕ เท่าของความยาวส่วนหัว หัวค่อนข้างจะแหลมหากดูทางด้านข้าง กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมออกจะแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวแทบตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗  ก้าน ไม่มีก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๑-๕๘  ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้ง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ด้านบนของหัว มีหนวด ๔ คู่  หนวดที่ขากรรไกรด้านล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบหลังก้านที่  ๗-๘   หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก  แล้วก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ด้านในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกทั้งยัง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยในการหายใจ ฟันบนเพดานปากรวมทั้งฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี  ๑๖-๑๙  อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ ว่อง รังเกียจอยู่นิ่ง ตะลีตะลาน ชอบดำว่ายดำผุดรวมทั้งชอบลอดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกรวมทั้งน้ำไหลบ่าลงสู่แหล่งน้ำที่ใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสิ่งแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias  microcephalus  Gunther
มีชื่อสามัญว่า  broadhead  walking  catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว  ๑๕-๓๕  ซม.  สีค่อนข้างเหลือง  มีจุดประตามข้างๆลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่ว่าเมื่อโตจะเลือนหายไป ผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง ส่วนหัวออกจะทู่ ปลายกระดูกกำดันป้านแล้วก็โค้งมนมาก   ส่วนหัวจะลื่น มีรอยยุบตรงกลางเล็กน้อย  มีหนวด  ๔  คู่  โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ค่อนข้างมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะแหลมคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบหลังมีก้านครีบอ่อน  ๖๘-๗๒  ก้าน   ปลายครีบสีเทาปนดำและยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน  ๔๗-๕๒  ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาปนดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบข้างหลังและครีบตูด   จำนวนกระดูกซี่กรองเหงือกราว  ๓๒  ซี่งเมื่อดูผิวเผินอีกทั้งปลาดุกด้านและปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำปนเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแนวตามแนวขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู ลำคลอง หนอง บึงทั่วๆไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าทางด้านเศรษฐกิจของไทยประเภทหนึ่ง
คุณประโยชน์ทางยา
สมุนไพร หมอแผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยเฉพาะใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกย่าง” อยู่ ๒ ขนาน  ๒ ขนานเป็นยาแกง กินเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑  รากตอแตง  ๑  พาดไฉนนุ่น ๑  พริกไทยขิงแห้ง ๑  กระเทียม  ๑  ผลจันทน์ ๑  ดอกจันทน์  ๑  กระวาน  ๑  กานพลู  ๑  ข่า  ๑  กระชาย  ๑  กะทือ  ๑  ไพล  ๑  หอม  ๑  ขมิ้นอ้อย  ๑  กะปิ  ๑  ปลาดุกย่าง  ๑  ตัว ปลาร้าปลาส้อย ๕  ตัว   ยา  ๒๐  สิ่งนืทำเปนแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเปนผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนสิ้นโทษร้าย หายวิเศษนัก และก็ยางแกงเปนยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเค้า ๑ เครื่องยาดังนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่กินลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเปนยาเหอะ ลงเสมหะเขียวเหลืองออกมา หายแล

7
อื่นๆ / สัตววัตถุ นกกวัก
« เมื่อ: 17-12-2017 , 03:42:44 »

นกกวัก
นกกวักมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Amaurornis phoenicurus (Pennant)
จัดอยู่ในวงศ์ Rallidae
มีชื่อสามัญว่า white – breasted waterhen หรือ white – breasted swamphen
ชีววิทยาของนกกวัก
นกชนิดนี้เป็นนกขนาดกลาง รูปร่างป้อม ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๓๐ เซนติเมตร ปากสีเหลือง โคนปากสีแดง หน้าผาก คอกระทรวงอุตสาหกรรมและก็ท้องสีขาว ข้างบนลำตัวสีดำ ด้านข้างตรงต้นขาสีเทา ตูดสีน้ำตาล ขารวมทั้งนิ้วยาวสีเหลือง นกกวักมีลักษณะปราดเปรียว มักทำมาหากินตัวเดียวโดดๆตามหนองที่มีพรรณไม้น้ำลอยอยู่ วิ่งบนไม้น้ำได้อย่างเร็ว มักออกหากินตอนพลบค่ำหรือรุ่งสาง แผดเสียงร้องดัง “กวัก กวัก” ขณะเดินเล่น ลำตัวจะอยู่ในแนวขนานกับพื้นดิน รวมทั้งกระดกหางไปด้วย ว่ายเก่ง แต่บินไม่เก่งนัก ขณะบินขาจะห้อยลง นกจำพวกนี้กินสัตว์น้ำตัวเล็กๆเป็นอาหาร ดังเช่น กุ้ง หอย ปู ปลา และพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำลางจำพวก ทำรังด้วยก้านไม้และใบไม้ในบริเวณพงพืชที่ขึ้นอยู่ในน้ำที่รกทึบ วางไข่คราวละ ๕ – ๗ ฟอง ไข่สีฟ้าอ่อน มีจุดสีเทา ตัวผู้แล้วก็ตัวเมียผลัดกันกกไข่ ใช้เวลาฟักราว ๒๐ วัน พบได้ในทุกภาคของประเทศ

ประโยชน์ทางยา
[url=http://www.disthai.com/]สมุนไพร[/url][/url][/color] ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณใช้น้ำมันนกกวักผสมยาทาแก้แผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง แล้วก็พยาธิผื่นคันต่างๆ

Tags : สมุนไพร

8
อื่นๆ / สัตววัตถุ จงโคร่ง
« เมื่อ: 15-12-2017 , 11:04:52 »

จงโคร่ง
จงโคร่งเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก มี ๔ เท้า มีกระดูกสันหลัง
จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae สกุลเดียวกับคางคก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo asper
บางถิ่นเรียก ต้องโคร่ง นกกระทาหอพักง กระหอง หรือ กง ก็มี
ชีววิทยาของต้องโคร่ง
ควรโคร่งมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายกับคางคกบ้าน แม้กระนั้นตัวโตกว่ามากมาย เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ที่มีตัวโตที่สุดในประเทศไทย มีลักษณะที่ต่างจากคางคกบ้าน หลายประเภท ที่สำคัญเป็น ความกว้างของแก้วหู สั้นกว่าครึ่งเดียวของความกว้างของตา และก็อยู่ห่างจากตามาก สันกระดูกเหนือแก้วหูหนานมาก กระดูกหน้าผาก ระหว่างตากับหู ทั้งสองข้าง ยุบ กึ่งกลาง กระดูกสันหลังมีร่องลึกกึ่งกลาง ผิวหนังใต้คอใต้ท้องมีสีชมพู ส่วนบนค่อนข้างจะดำ มีสีแดงเป็นหย่อมๆมากน้อยต่างกันไปแต่ละตัว มีปุ่มนูนๆอยู่ทั่วไป ตามส่วนบนของตัว ใต้อุ้งเท้ามีปุ่มตามข้อนิ้วมาก ใต้ข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่ ต้ายข้อเท้ามีปุ่มใหญ่อยู่สองปุ่ม ๒ ปุ่มได้ข้อนิ้วมีตุ่มไม่ใหญ่นัก นิ้วเท้ามีพังผืด ซึ่งระหว่างนิ้วทุกนิ้ว ตัวโตเต็มวัยที่วัดจากปากถึงตูดราว ๒๖เซนติเมตร ต้องโคร่งมักอาศัยอยู่ตามซอกหินของภูเขา ที่มีป่าไม้เป็นสุขชุ่มชื้น ลางตัวเข้าไป อาศัยอยู่ในบ้านคน เพื่อรอกินแมลงที่มาเล่นแสงสว่าง เจอได้ตั้งแต่ทางภาคใต้ของเมืองไทย ลงไปจนถึงนานเลเซียและก็เกาะ เกะสุมาตราของอินโดนีเซีย

สัตวศาสตร์ชาติพันธุ์ของ จงโคร่ง
สมุนไพร [/b]ชาวบ้านทางภาคใต้ โดยเฉพาะอำเภอเบตงจังหวัดยะลา มักถือกันว่าบ้านใดมีจงโคร่งอาศัยอยู่ด้วย บ้านนั้นจะอยู่เย็นเป็นสุข หากผู้ใดกันแน่รังแกควรโคร่ง ผู้นั้นหรือวงศ์ญาติ ก็จะเจอโชคร้าย โดยเหตุนี้เจ้าของบ้านก็เลยมักปลดปล่อยให้ควรโคร่ง อาศัยอยู่ในบ้าน เสมอเหมือนเป็นสัตว์เลี้ยงประเภทหนึ่ง ปล่อยให้หากินแมลงที่มาเล่นแสงในบ้าน ไม่มีผู้ใดกล้ารบกวน ทำร้าย หรือรังควาน หนังต้องโคร่งมีต่อมยางที่เป็นพิษเหมือนหนังคางคก โจรเคยใช้หนังต้องโคร่งแห้ง ผสมกับเห็ดเมาลางจำพวก ใบแล้วก็ยางของสมุนไพรลางอย่าง ทำเป็นชุดไฟสำหรับรม เจ้าของบ้านได้สูดดมยานี้ก็จะมึนเมา หลับ หรือหมดสติไป ขโมยก็จะเข้าไป ลักขโมยหรือปล้นได้ดั่งตั้งใจ แนวทางการแก้พิษนั้นให้กินน้ำมะพร้าวอ่อน แล้วล้างหน้าล้างตาด้วยน้ำมะพร้าวอ่อน ก็จะฝืนได้เป็นปรกติ หมอแผนไทยใช้หนังจงโคร่งแห้งผสมยาเบื่อเมา ทำให้นอนใช้บำบัดรักษาโรคคุดทะราด
สัตวศาสตร์เผ่าพันธุ์เป็นอย่างไร
คำ “สัตวศาสตร์เชื้อชาติ” นี้ แปลจากคำในภาษาอังกฤษว่า ethnozoologyเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเล่าเรียนความเชื่อมโยง โดยตรงในด้านมุมต่างๆระหว่างกันและกัน ของพรรณ สัตว์ที่อยู่ในสิ่งแวดล้อมตามธรรมชาติ กับมนุษย์เชื้อชาติต่างๆอย่างเช่นความเลื่อมใสเรื่องสัตว์กับโชคลาง การใช้พรรณสัตว์เป็นอาหาร เป็นยาบำบัดโรค
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน
ชั้นสัตว์เลื้อยหรือคลาน(class Reptlia) สัตว์ในกลุ่มนี้มักถูกเรียกเป็น สัตว์เลื้อยคลาน ซึ่งไม่น่าจะถูกตามความจริง เพราะว่าสัตว์พวกนี้บางจำพวกไหมได้แต่ว่าคลานมิได้ ตัวอย่างเช่นงูต่างๆลางชนิดเขยื้อนโดยการเลือกคลานเท่านั้น ไม่เลื้อย เช่น เต่า จระเข้ สัตว์ที่อยู่ในกลุ่มนี้ส่วนมากเป็นสัตว์บกอย่างแท้จริง ผิวหนังเป็นเกล็ดน้ำแข็งไม่อาจจะใช้หายใจได้ หายใจทางปอด ไม่มีความเคลื่อนไหวรูปร่าง มีหัวใจ ๓ หรือ ๔ ห้องไม่สมบูรณ์เป็น หัวใจมีห้องบน ๒ ห้อง ส่วน ๒ ห้องข้างล่างแยกกันไม่สนิท นอกจากจระเข้ ส่วนพวกนี้คลอดลูกเป็นไข่ก่อน สัตว์เลื้อยหรือคลานที่ใช้ประโยชน์ทางยามีหลายอย่าง อย่างเช่นงูต่างๆไอ้เข้ ตุ๊กแก ตะพาบ และก็เต่า

Tags : สมุนไพร

9

น้ำขิง
ขิงเป็นสมุนไพร และก็เครื่องเทศที่ช่วยชาติไทยจีนและก็ประเทศอินเดียรู้จักใช้มาตั้งแต่โบราณ ตำราเรียนคุณประโยชน์โบราณของไทยว่าขิงสด มีรสหวานเผ็ดร้อน
มีสรรพคุณ แก้เจ็บท้อง บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ให้ผายรวมทั้งเรอ ด้วยเหตุผลดังกล่าวน้ำขิงนอกจากจะช่วยละลายยาให้กินยาง่ายแล้ว ยังช่วยแต่งรถยนต์ให้น่ารับประทานเพิ่มขึ้นทั้งมีคุณประโยชน์ทางยาที่สามารถเสริมฤทธิ์ตัวยา ในยาขนานนั้นได้อีกด้วย ทิ้งที่ประยุกต์ใช้เตรียมน้ำขิง สำหรับทำเป็นกระสายยานั้น มักใช้ขิงแก่สดสูตรเอาเปลือกนอกออก ล้างน้ำให้สะอาดแล้วฝานเป็นชิ้นบางๆต้มกับน้ำตามอยากได้ส่วนขิงที่นำมาใช้เป็นเครื่องเทศนิยมใช้ทั้งสดและแห้งอีกทั้งหินอ่อนและขิงแก่โดยมักใช้ขิงที่ยังอ่อนอยู่ ทำอาหารที่ไม่ต้องการรสเผ็ดมากมาย โบราณว่าขิงแห้งมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ไข้แก้ลมแก้จุกเสียดแก้เสมหะบำรุงธาตุแก้คลื่นเห*ยน อาเจียน สวนหินสดมีรสหวานเผ็ดร้อนมีสรรพคุณแก้ปวดท้องบำรุงธาตุ ขับลมในลําไส้ให้ผายลมและเรอ
   สมุนไพร ยาเวลาที่ ๕๓ ในหนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์ชื่อ “มหากระทัศใหญ่” ที่ใช้แก้ลมทุกหมวดหมู่นั้น ให้ใช้น้ำผึ้ง น้ำขิง น้ำส้มซ่า หรือน้ำกระเทียม เป็นน้ำกระสายยาก็ได้ สุดแท้แต่หมอผู้วางยาจะยักกระสายให้จะต้องโรคต้องอาการ ดังนี้   “มหากทัศใหญ่” ให้เอาโกฏสอเทศ เทียนทั้งยัง ๕ รากเจตมูลไฟ ผลกระวาน ใบกระวาน ผลอันใหญ่ สะค้าน เปลือกสมุลแว้ง ขิงแห้ง ว่านน้ำ พริกล่อน รากไคร้เครือ บอแร็ก ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ เกลือสินเธาว์ สิ่งละส่วน การะบูร กานพลู เทียนตาตั๊กแตน เทียนเกล็ดหอย สหัสคุณก็ได้ เปล้าน้อยก็ได้ สิ่งละ ๘ส่วน ดีปลี ๒๐ ส่วน กระทำเป็นจุณ ละลายน้ำผึ้ง น้ำขิงน้ำส้มส้า น้ำกระเทียมก็ได้ รับประทานหนักสลึงหนึ่ง แก้ลมปัตฆาฏ ลมอัมพาต ลมราทยักษ์ ถ้าลมนั้นค่อยกำลังยานั้นก็จะให้ร้อนถึงปลายมือปลายตีน บรรดาลมทั้งหมดแก้ได้หายสิ้นแลฯ
  ขิงมีชื่อเรียกในภาษาสันสกฤตว่า srigavere ซึ่งแผลงเป็น zingiber เมื่อทำให้เป็นภาษาละตินเพื่อตั้งเป็นชื่อสกุลและก็ชื่อตระกูล ตามหลักสากลสำหรับในการตั้งชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ ฝรั่งเรียกว่าขิง ginger ดังที่เรียกกันในภาษาแขก ผู้รอบรู้ทางภาษาผู้คนจำนวนมากสันนิศฐานว่า คำ “ขิง” ในภาษาไทย ก็คงจะมีที่มาจากภาษาแขกนี้เอง แม้กระนั้นเรียกให้สั้นลง
ขิง เป็นเหง้าของพืชขนาดเล็กที่มี
ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Zingiber officnale Roscoe
ในตระกูล Zingoberaceae
เป็นพืชอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง ๓๐-๙๐เซนตำหนิเมตนมีเหง้าที่มีกาบใบบางๆห่อ เปลือกสีน้ำตาลปนเหลือง เนื้อเหง้ามีสีนวล มีกลิ่นเฉพาะ เป็นใบเลี้ยงโดดเดี่ยว ออกสลับกัน รูปขอบขนานปนรูปใบหอก ปลายใบแหลม ขอบใบเรียบ ขนาดกว้าง ๑-๓ ซม. ยาว ๑๐-๒๕ซม. ดอกออกเป็นช่อ ช่อดอกแทงขึ้นโดยตรงจากเหง้า ก้านช่อดอกยาว๑๐-๒๐ เซนติเมตร มีใบปนะดับ สีเขียวอ่อน ดอกย่อย ไม่มีก้าน ดอกมีสีเหลือง ปลายกลีบเป็นสีม่วงแดง ผลสำเร็จแห้ง มี๓ พู

ขิงมีองค์ประกอบเป็นชันน้ำมัน (oleoresin)อยู่ในปริมาณสูง ซึ่งเป็นสารที่ทำให้ขิงมีรสเผ็ดรวมทั้ง มีกลิ่นหอมสดชื่น ถ้าเกิดสกัดชันน้ำมันนี้ ด้วยตัวทำละลาย บางชนิดจะได้ชันน้ำมันที่แทบบริสุทธิ์ซึ่งมีลักษณะข้นเหนียว สีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นแรงและก็รสเผ็ดร้อน มีชื่อเรียกด้านการค้าว่า “จินเจอริน” (gingerin) มีสารในกรุ๊ปจินเจอคอยล ( gingerol) โชโกล (shogaol) แล้วก็ ชิงเจอโรน (zingerone) เป็นหลัก ชันน้ำมันที่เตรัยมใหม่ๆจะมีจินเจอรอคอยล อาทิเช่น 3-6-gingerol,8-gingerol,10-gingerol,12-gingerol เป็นหลัก แม้กระนั้นหากทิ้งเอาไว้นานๆจะมีโชโกลเป็นตัวหลัก อีกทั้งโชโกลและก็ซิงพบโรนไม่ใช่สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติที่เจอในขิง แต่เป็นสารที่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทางเคมีในระหว่างการสกัดด้วยตัวทำละลาย สารทั้งสองนี้มีรสเผ็ดร้อนกว่าจินพบรอคอยล ด้วยเหตุนั้น จินเจอรินที่ดีควรมีสารทั้งสองประเภทนี้ในปริมาณที่ต่ำที่สุด  ขิงมีน้ำมันระเหยง่ายราวร้อยละ ๑-๓ จำนวนนี้จะขึ้นอยู่กับแนวทางปลูกและตอนที่เก็บเกี่ยว ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารสำคัญหลายประเภท เป็นต้นว่า (-)-b-sesquiphillandrene , E,E-a-farnesene , (-)-zingiberene , (+)-ar-curcumene ซึ่งมีฤทธิ์ต้านทานเชื้อบัคเตรีที่ทำให้เกิดหนอง ขับลม กระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้  เดี๋ยวนี้มีการใช้สารสกัดจากขิง ซึ่งคราวสารองค์ประกอบหลักเป็นอนุพันธ์ของ 4-hydroxy-3-methoxyphenyl ดังเช่นว่า สิงเจอโรน จินพบร์ไดออล (gingerdiol) จินพบร์ไดโอน (gingerdione) จินเจอรอคอยล โชโกล เป็นยาบรรเทาอาการอ้วกอ้วก แล้วก็ทุเลาลักษณะของการปวดเพราะข้อเสื่อม ทั้งยังบางทีอาจช่วยลดการอักเสบแล้วก็บวมของข้อ

Tags : สมุนไพร

10
อื่นๆ / สัตววัตถุ จระเข้
« เมื่อ: 14-12-2017 , 08:13:29 »

ตะไข้
ไอ้เข้เป็นสัตว์คลานขนาดใหญ่ มีผัวหนังแข็งเป็นเกล็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายน้ำและใช้ฟาดต่างอาวุธ เป็นปกติหากินในน้ำ ตะเข้หรืออ้ายเข้ก็เรียก อีสานเรียกแข้ ปักษ์ใต้เรียกเข้ ในหนังสือเรียนยาโบราณมักเขียนเป็นจรเข้ เรียกใน๓ษาอังกฤษว่า crocodile
ในทางสัตวานุกรมเกณฑ์นั้น  ไอ้เข้ที่จัดอยู่ในตระกูลตะไข้ (Crocodylidae) มีทั้งสิ้น ๒๒ จำพวก  แบ่งออกได้เป็น ๓ สกุลย่อย คือ
๑. วงศ์ย่อยจระเข้ (Crocodylinae) มีทั้งปวง ๑๔ จำพวก จัดแบ่งเป็น ๓ สกุล ตะไข้ที่เจอในประเทศไทยมี ๒ สกุล คืสกุลตะไข้ (Crocodylus) มีทั้งหมด ๑๒ ชนิด เจอในประเทศไทยเพียง ๒ ชนิด และสกุงตะโขง (Tomistoma) มีเพียง ๑ จำพวก
๒.สกุลย่อยจระเข้จีน (Alligatoriane)  มัทั้งปวง ๗ ชนิด  แบ่งเป็น ๔ สกุล  ไม่เจอในธรรมชาติในประเทศไทย Crocodile กับ  Alligator
ไอ้เข้ที่จัดอยู่ในวงศ์ย่อย Crocodylinae มีชื่อสามัญว่า crocodile ส่วนที่อยู่ในสกุลย่อย  Alligatoriane มีชื่อสามัญว่า  alligator ลักษณะโดยปกติคล้ายคลึงกันแต่ว่าไม่เหมือนกันที่ alligator  มีส่วนหัวกว้างกว่า  ปลายปากกลมมนกว่า  ฟันบนครอบฟันล่าง  ฟันข้างล่างซี่ที่ ๔ ทั้งสองข้างขยายโตกว่าฟันซี่อื่นๆ จะไม่เห็นฟันซี่นี้เมื่อปากปิด  เนื่องจากฟัน ๒ ซี่นี้ใส่ลงในรูที่ฟันด้านบน  ส่วน crocodile  มีส่วนหัวที่แหลมเรียวยาวกว่า  ฟันบนแล้วก็ฟันล่างเรียงตรงกัน  ฟันซี่ที่ขยายใหญ่ขึ้นจะเฉออกมาภายนอก  เห็นได้ถึงแม้เวลาปิดปาก
๓.สกุลย่อยตะโขงประเทศอินเดีย (Gavialinaae) ซึ่งมีเพียง ๑ สกุล แล้วก็มีเพียงแค่ ๑ จำพวกเท่านั้น เป็นตะโขงประเทศอินเดียGavialis gangeticus (Gmelin)  เจอตามแหล่งน้ำจืดชืดและแม่น้ำต่างๆทางภาคเหนือของประเทศอินเดีย  ประเทศปากีสถาน  บังกลาเทศ  เนปาล  ภูเขาฏาน แล้วก็พม่า  แต่ไม่พบในไทย
สมุนไพร อดีตเจอตะไข้อยู่ตามป่าริมน้ำ  ลำห้วย  ลำคลอง  หนอง  บึง  เคยมีหลายชิ้น  จึงมีการจับตะไข้มากินเป็นของกินแล้วก็ใช้ส่วนต่างๆของจระเข้มาเป็นเครื่องยาสมุนไพร  ปัจจุบันเมื่อมีคนเยอะขึ้น  ธรรมชาติและก็สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป  ในขณะที่จำเป็นต้องจริงได้แก่การใช้พื้นที่ป่าเป็นหลักที่ทำมาหากินและก็ที่อยู่ที่อาศัย  รวมทั้งที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์  ทำให้ปริมาณไอ้เข้ในธรรมชาติลดน้อยลงมากมายจนกระทั่งแทบสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติ  คงเจอบ้างตามแหล่งน้ำในเขตอนุรักษ์บางพื้นที่ แต่  เป็นโชคดีที่หากว่าไอ้เข้จวนสูญพันธุ์ไปจากธรรมชาติในประเทศไทยแล้ว  แม้กระนั้นนักธุรกิจของเราก็บรรลุเป้าหมายสำหรับการเพาะพันธุ์จระเข้  ทำให้มีปริมาณไอ้เข้มากขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นสัตว์อาสินที่สำคัญของประเทศ   เป็นสัตว์ที่ให้หนังสำหรับทำเครื่องหนังที่ตลาดอยาก  และก็ให้เครื่องยาสมุนไพรโดยที่ไม่เป็นการทำลายสัตว์ชนิดนี้ในธรรมชาติ  ผลิตขึ้นจากจระเข้ที่เพราะชนิดขึ้นมา  ไม่ว่าจะเป็นเนื้อจระเข้  ดีจระเข้  หรือหนังจระเข้  แปลงเป็นสินค้าส่งออกสำคัญของประเทศ  ที่ยั่วยวนใจนักท่องเทียวทั้งๆที่เป็นชาวไทยและเป็นคนต่างชาติให้มาเยี่ยมชมปีละเยอะมากๆ
ไอ้เข้ในประเทศไทย
จระเข้ที่เจอในธรรมชาติในประเทศไทยจัดอยู่ในวงศื Crocodylidae  มี ๒ สกุล รวม ๓ จำพวกเป็นสกุลตะไข้ (Crocodylus) มี ๒ ประเภท ยกตัวอย่างเช่น ตะไข้น้ำจืดหรือตะไข้บ่อน้ำ (Crocodylus siamensis Schneider)  กับไอ้เข้น้ำทะเลหรือไอ้เข้อ้ายเคี่ยม (Crocodylus porosus Schneider)  รวมทั้งสกุลตะโขง  (Tomistoma )  มี ๑ ชนิดหมายถึงตะโขงหรือไอ้เข้ปากนกกระทุงเหว Tomistoma  schleielii (S.  Muller)  สัตว์พวกนี้มีผัวหนังแข็งเป็นเกร็ด ปากยาว ปลายปากนูนสูงขึ้นเป็นช่องเปิดของรูจมูก เรียกหัวขี้หมา  หางเป็นเหลี่ยม แบน ยาว ใช้โบกว่ายรวมทั้งใช้ฟาดต่างอาวุธ (เมื่ออยู่ในน้ำไอ้เข้จะฟาหางได้เมื่อขาข้างหลังถึงพื้นเท่านั้น)
๑.จระเข้น้ำจืด
มีชื่อวิทยาศาสตร์ Crocodylus  siamensis Schneider
เป็นตะไข้ขนาดปานกลาง  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๓ เมตร มีลักษณะเด่นคือมีแถวเกร็ดนูนบนด้านหลังหอย  และมีสันเตี้ยอยู่ระหว่างตาอีกทั้ง ๒ ข้าง ไอ้เข้ประเภทนี้เจออาศัยอยู่ตามทะเลสาบน้ำจืด  ตลอดจนในที่ราบ  หนอง บ่อน้ำ แล้วก็แม่น้ำ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบึงที่แยกออกมาจากแม่น้ำ  และก็ลำน้ำที่ไหลเฉื่อยๆที่มีฝั่งเป็นโคลน  เคยมักพบที่บึงบอระเพ็ด  แม้กระนั้นปัจจุบันนี้แทบไม่เจอในแหล่งธรรมชาติเลย  ตะไข้จำพวกนี้รับประทานปลาเป็นของกินหลัก  โตสุดกำลังเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี  ผสมพันธุ์ในช่วงธันวาคมถึงมี.ค. ตัวเมียตกไข่ในม.ย.และก็เดือนพฤษภาคม  ตกไข่ครั้งละ ๒๐-๔๐ ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๖๗-๖๘ วัน
๒.ตะไข้น้ำเค็ม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Crocodylus  porosus Schneider
เป็นตะไข้ขนาดใหญ่ที่สุดในบรรดาไอ้เข้ที่ยังมีเผ่าพันธุ์อยู่ในปัจจุบัน  ลำตัวบางทีอาจยาวได้ถึง ๘ เมตร  รอบๆกำดันไม่เจอแถวเกร็ดนูนเช่นที่พบในทะเลน้ำจืด  และก็บริเวณหน้าผากมีสันจางๆคู่หนึ่งซึ่งสอบเข้าหากัน  เริ่มตั้งแต่ตาไปสินสุดที่ปุ่มจมูก  (ก้อนขี้มา)   ตัวผู้โตสุดกำลังเมื่ออารุราว ๑๖ ปี   ส่วนตัวเมียโตเต็มที่เมื่ออายุราว  ๑๐  ปี  ตัวเมียตกไข่ครั้งละราว  ๕๐  ฟอง  ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว  ๘๐-๙๐  วัน
ลักษณะที่ผิดแผกแตกต่าง ตะไข้น้ำจืด ไอ้เข้น้ำเค็ม
๑.ลำตัว ป้อมสั้น ไม่สมส่วนนัก เรียวยาว สมส่วนกว่า
๒.ส่วนหัว สามเหลี่ยมมุมป้าน โหนกที่ข้างหลังตาสูง และก็เป็นสันมากยิ่งกว่า รูปสามเหลี่ยมมุมแหลม  ปากยาวกว่า
๓.ลายบนตัว สีออกเทาดำ มีลายสีดำเป็นแถบ สีออกเหลืองอ่อน มีลายเป็นจุดสีดำตลอดลำตัว
๔.บริเวณท้ายทอย มีเกล็ด ๔-๕ เกล็ด มีมีเกล็ด
๕.ขาหลัง พังผืดเห็นไม่ชัด  มีพังผืดเห็นได้ชัดเหมือนขาเป็ด
๓.ตะโขง หรือ ตะไข้ปากกระทุงเหว เป็นจระเข้ชนิดที่หายากที่สุดในประเทศไทย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Tomistoma  schlegeill (S. Muller) เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ของไทย ลำตัวอาจยาวถึง ๕ เมตร ตัวสีน้ำตาลแดง มีลายสีน้ำตาลเข้ม ปากยาวเรียวคล้ายปากปลาเข็ม หางแบนใหญ่ ใช้ว่ายน้ำ ตะไข้จำพวกนี้พบเฉพาะทางภาคใต้ของไทย  มักอาศัยอยู่ในแม่น้ำและก็หนองน้ำจืดที่มีบริเวณติดต่อกับแม่น้ำ อาจเจอได้บริเวรป่าชายเลนหรือบริเวรน้ำกร่อย มีแถลงการณ์ว่าเจอจระเข้ปากกระทุงเหวที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี เขตรักษาจำพวกสัตว์ป่าเขาบรรทัด จังหวัดพัทลุง เขตห้ามล่าสัตว์ป่าพลุโต๊ะแดง จังหวักนราธิวาส แต่ว่าพบเพียงที่ละ ๑-๒ ตัว ไอ้เข้จำพวกนี้กินปลารวมทั้งสัตว์ที่มีกระดูกสันหลังหลายประเภทเป็นอาหาร โตสุดกำลังเมื่ออายุราว ๔.๕-๖ ปี ตัวเมียตกไข่ทีละราว ๒๐-๖๐ ฟอง ไข่ฟักออกเป็นตัวในราว ๗๕-๙๐ วัน  และฟักเป็นตัวในฤดูฝน
๔.ตะไข้พันทาง  เป็นตะไข้ผสมรหว่างจระเข้น้ำจืดกับไอ้เข้น้ำทะเล คนไทยเป็นผู้สำเร็จสำหรับเพื่อการผสมตะไข้ ๒ จำพวกนี้  เป็นครั้งแรกในโลกเมื่อกว่า ๒๐ ปีกลาย ตะไข้พันทางมีรูปร่าง สีสัน เกล็ด รวมทั้งนิสัยที่ดุร้ายเสมือนจระเข้น้ำทะเล แม้กระนั้นมีขนาดโตกว่า (เมื่อโตเต็มกำลังมีขนาดยาว ๕.๕ เมตร มีน้ำหนักตัวมากกว่า ๑,๒๐๐ โล) จัดเป็นตะไข้พันธุ์ที่มีขนาดโตที่สุดในปนะเทศไทย ไอ้เข้พันทางเริ่มตกไข่เมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี วางไข่ราวครั้งละ ๓๐-๔๐  ฟอง มากยิ่งกว่าการวางไข่ของไอ้เข้น้ำทะเล ไข่มีขนาดเล็ก  เปลือกไข่บาง  อัตราฟักเป็นตัวได้ต่ำมากมาย เมื่ออายุ ๑๓-๒๐ ปีออกไข่ราวทีละ ๓๐ –๕๕  ฟอง ไข่ขนาดโตปานกลาง เปลือกไข่ครึ้มกว่า อัตราฟักเป็นตัวได้สูง และก็เมื่ออายุ ๒๑ ปี ขึ้นไปวางไข่ครั้งละ ๓๕-๖๐ ฟอง เปลือกไข่หนามาก อัตราฟักเป็นตัวสูง

ชีววิทยาของจระเข้ไทย
นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าจระเข้กำเนิดแล้วก็มีวิวัฒนาการบนโลกมาตั้งแต่ ๒๕๐  ล้านปีก่อน  ปัจจุบันนี้มีไอ้เข้ในโลกนี้ราว ๒๒ จำพวก กระจายอยู่ตามแหลางน้ำต่างๆในเขตร้อนทั่วทั้งโลก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่มีอุณห๓มิเฉลี่ยระหว่าง ๒๑-๓๕ องศา ตะไข้เป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก ในฤดูร้อนหรือในกลางวันนั้น อาศัยกลบดานอยู่ในน้ำ ในช่วงฤดูหนาวก็เลยออกมาตากแดด เป็นประจำถูกใจนอนบนชายฝั่งน้ำที่เงียบสงบ น้ำนิ่ง ลึกไม่เกิน ๑.๕๐ เมตร เป็นสัตว์ที่มีความรู้สึกไวต่อความเคลื่อนไหวทางธรณีวิทยาหรือภูมิอากาศ  ดังเช่นว่า  ก่อนกำเนิดพายุฝนฟ้าร้องหรือแผ่นดินไหวภูเขาไฟระเบิด จระเข้จะส่งเสียงร้องออกจากคอคล้ายเสียงคำรามของสิงโต  และก็ตัวอื่นๆก็จะร้องรับตามกันต่อๆไป ไอ้เข้ไทยมีอายุเฉลี่ยราว ๖๐-๗๐ ปี แต่ว่าโตสุดกำลังแล้วก็ผสมพันธุ์ละวางไข่ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปีขึ้นไป พวกเราสามารถแบ่งแยกจระเข้เพศผู้รวมทั้งตะไข้ตัวเมียได้โดยการดูลักษณะภายนอกเมื่อจระเข้แก่ตั้งแต่ ๓ ปี ขึ้นไป ไอ้เข้เริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุราว ๑๐ ปี โดยการผสมพันธุ์กันในน้ำเท่านั้น ฤดูผสมพันธุ์มักเป็นหน้าหนาว  คือในราวธันวาคมถึงกุมภาพันธ์  เมื่อสืบพันธุ์กัน  ตัวผู้จะเกาะข้างหลังตัวเมียแล้วก็ตวัดข้างหลังหางรัดตัวภรรยา ใช้เวลาผสมพันธุ์กันราว ๑๐-๑๕ นาที จระเข้ตัวเมียมีท้องราว ๑ เดือน  และก็เริ่มตกไข่ในราวมี.ค.ถึงพ.ค.  ไอ้เข้ตัวเมียจะเลือกทำเลที่เหมาะสม ไม่เป็นอันตราย  แล้วก็ใกล้แหล่งน้ำ  แล้วกวาดเอาใบไม้แล้วก็หญ้ามาทำเป็นรังสูงราว ๔๐-๘๐ ซม. กว้างได้ตั้งแต่ ๑-๒๐ เมตร  สำหรับออกไข่  หลังจากนั้นจึงขุดหลุมตรงกลางแล้ววางไข่ โดยใช้เวลาตกไข่ ๒๐-๓๐ นาที เมื่อออกไข่เสร็จจึงกลบให้แน่น ไข่จระเข้มีลักษณะโตกว่าไข่เป็ดเล็กน้อย  แต่เล็กกว่าไข่ห่าน จระเข้ตัวเมียวางไข่คราวละ ๓๕-๔๐ ฟอง ระยะฟักตัวของไข่ไอ้เข้แต่ละจำพวกก็แตกต่างกัน เมื่อถึงกำหนดช่วงเวลาฟัก  ลูกไอ้เข้จะร้องออกจากไข่  เมื่อตัวหนึ่งร้องตัวอื่นๆก็ร้องรับต่อๆกันไป  เมื่อแม่จระเข้ได้ยินเสียงลูกร้อง  ก็จะขุดคุ้ยไปในรังจนกระทั่งไข่ ลูกไอ้เข้ใช้ปลายปากที่มีติ่งแหลมเจาะไข่ออกมา  ตัวที่ไม่อาจจะเจาะเปลือกไข่ได้ แม่ตะไข้จะคาบไข่ไว้ในปากและขบให้เปลือกแตกออก ลูกจระเข้ทารกมีขนยาว ราว  ๒๕-๓0  เซนติเมตร   มีน้ำหนักตัวราว  ๒00-๓00  กรัม มีฟันแหลมและก็ใช้กัดได้แล้ว รวมทั้งมีไข่แดงอยู่ในท้องสำหรับเป็นอาหารได้อีกราว ๑0  วัน เมื่อของกินหมดและไอ้เข้เริ่มหิว  ก็จะหาอาหารรับประทานเอง ไอ้เข้มีระบบย่อยของกินที่ดีมาก สามารถย่อยกระดูกสัตว์ต่างๆได้ ตะไข้เมื่อโตเต็มที่มีฟัน ๖๕  ซี่ ฟันข้างล่าง ๓0 ซี่  เมื่อฟันหักไปก็มีฟันใหม่แตกออกขึ้นมาแทนที่ในระยะเวลาไม่นาน ฟันตะไข้เป็นกรวยทับกันเป็นชุดๆอยู่ข้างในเหงือก ๓ ชุด จระเข้มีลิ้นใกล้กับพื้นปาก เมื่อตะไข้อ้าปากจะมองเห็นเป็นจุดเล็กๆสีดำๆปรากฏอยู่ทั่วๆไปที่พื้นปากด้านล่าง   รอบๆนั้นเป็นจุดที่ไอ้เข้ใช้บอกความต่างของรสชาติอาหารที่รับประทานเข้าไป ส่วนลึกในช่องปากมีลิ้นเปิดปิดเพื่อคุ้มครองน้ำเข้าคอเมื่อตะไข้อยู่ในน้ำ จมูกจระเข้อยู่ส่วนโค้งของปลายด้านบนของจะงอยปาก มีลักษณะเป็นปุ่มรูปวงกลม มีรูจมูก ๒ รู ปิดเปิดได้  เวลามุดน้ำจะปิดสนิทเพื่อคุ้มครองน้ำเข้าจมูก จระเข้หายใจและสูดกลิ่นด้วยจมูก ในช่องปากมีกระเปาะเป็นโพรงอยู่ด้านใน ใช้สำหรับรับกลิ่น
จระเข้มี ๔  ขา แม้กระนั้นขาสั้น ดูไม่สมดุลกับลำตัว ขาหน้ามีนิ้วข้างละ ๕ นิ้ว ขาข้างหลังมีนิ้วข้างละ  ๔  นิ้ว ตะไข้ไม่สามารถที่จะคลานไปไหนได้ไกลๆแต่ในระยะสั้นๆทำได้เร็วเท่าคนวิ่ง เมื่อต้อง จระเข้สามารถคลานลงน้ำและก็ว่ายน้ำได้ อย่างเงียบสนิท  เวลาจับเหยื่อในน้ำ ตะไข้จะขับเคลื่อนเข้าพบเหยื่ออย่างช้าๆ ราวกับท่อนไม้ลอยน้ำมา ครั้นได้จังหวะและระยะทางพอควรก็จะพุ่งเข้าใส่เหยื่ออย่างเร็ว พร้อมอ้าปากงับเหยื่อได้อย่างเที่ยงตรง เมื่องับเหยื่อไว้ได้แล้ว ก็จะบิดหมุนควงเหยื่อเหยื่อตายสนิทแล้วจึงค่อยกิน   ฟันตะไข้มีไว้สำหรับจับเหยื่อรวมทั้งฉีกเหยื่อเป็นชิ้นๆแล้วกลืนลงไป มิได้มีไว้สำหรับบดของกิน
ไอ้เข้สามารถลอยน้ำได้โดยการดมลมหายใจเข้าเต็มปอด แล้วประคองตัวให้ลอยน้ำได้โดยการใช้ขาพุ้ยน้ำแล้วก็หางโบก แม้กระนั้นในการพุ่งตัวแล้วก็ว่ายด้วยความรวดเร็วนั้น   ไอ้เข้ใช้เพียงแต่หางอันมีพลังโบก ไปมาอย่างเร็วเพื่อให้ตัวพุ่งไปข้างหน้า ตะไข้มีความเข้าใจสำหรับเพื่อการมองเห็นที่ดีและก็ไวมากมาย สามารถมองภาพได้  ๑๘0  องศา อีกทั้งสามารถเห็นวัตถุที่มาจากเหนือหัวได้ สายตาของตะไข้มีความไวและเร็วพอที่จะผสานกับนกที่บินผ่านไป จระเข้ยังลืมตาและแลเห็นในน้ำได้  เมื่อไอ้เข้ดำน้ำจะมีม่านตาบางใสมาปิดตาเพื่อคุ้มครองปกป้องการเคืองตา จระเข้ยังมีหูที่รับเสียงเจริญ หูไอ้เข้เป็นร่องอยู่ข้างดวงตาตะไข้ ๒ ข้าง นอกเหนือจากนั้นตะไข้ยังรับทราบอันตรายที่จะมาถึงได้ด้วยผิวหนัง ที่สามารถรับความรู้สึกจากการสั่นสั่นสะเทือนของพื้นดินหรือท้องน้ำได้ ในธรรม

Tags : สมุนไพร

11
อื่นๆ / สัตววัตถุ อีเเร้ง
« เมื่อ: 02-12-2017 , 15:47:58 »

อีแร้ง
อีแร้งเป็นนกที่จัดอยู่ในสกุล Gyps มีชื่อสามัญว่า vulture ที่พบได้ในประเทศไทยมี ๓ ประเภท ทุกประเภทจัดอยู่ในสกุล Accipitridae  อีแร้งไทยอีก ๓ ประเภทนั้น เดี๋ยวนี้หายากและก็มีปริมาณน้อย ลางชนิดบางทีอาจสูญพันธ์ไปแล้ว
๑. อีแร้งเทาหลังขาว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gyps  bengalensis (Gmelin) มีชื่อสามัญว่า white – rumped  vulture เป็นนกนาดใหญ่ ความยาวของสัตว์วัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๙0 เซนติเมตร ลำตัวสีดำแกมน้ำตาล หัวรวมทั้งคอไม่มีขนปกคลุม เป็นเพียงแผ่นหนังสีคล้ำ ตอนล่างของคอมีขนเป็นวงรอบข้างหลัง สีขาว ตอนล่างและโคนหางสีขาวแจ่มชัด ข้างในต้นขามีแต้มสีขาว เห็นได้ชัดขณะเกาะยืน   เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีน้ำตาลออกแดงหรือน้ำตาลเข้ม ไม่มีแถบขาวเลย รับประทานซากสัตว์เป็นของกิน   สร้างรังบนยอดไม้สูง ในเดือนพฤศจิกายนแล้วก็เดือนธันวาคมจนถึงก.พ. วางไข่ทีละ ๑ ฟอง ทั้ง ๒ เพศช่วยเหลือกันสร้างรังและกกไข่ จำพวกนี้มีเขตการกระจายประเภทกว้าง ตั้งแต่อินเดีย ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีน และทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้  ในประเทศไทยเคยเจอมากมายรอบๆที่ราบ แต่ว่าปัจจุบันนี้หาดูได้ยากมาก   เข้าใจว่าเกือบจะสิ้นซากไปแล้ว

๒.อีแร้งปากเรียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps  indicus  (Scopoli)   มีชื่อสามัญว่า   long – billed  vulture   อีแร้งสีน้ำตาลประเทศอินเดีย  ก็เรียก  เป็นอีแร้งขนาดใหญ่  ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว  ๙0  ซม. ตัวสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ขนทุกเส้นมีขอบสีจางกว่าสีพื้น   หัวและก็ลำคอมีขนอุยสีน้ำตาลออกขาวปกคลุม   ท้องสีน้ำตาลอ่อน มีจะงอยปากที่เรียวกว่าอีแร้งจำพวกอื่นๆตัวที่อายังน้อยมีสีแก่กว่าตัวโตเต็มวัย และก็พบได้มากที่ขนอุยคงเหลือบนขนหัว เป็นประจำอยู่เป็นฝูงเล็กๆ ร่วมกับอีแร้งประเภทอื่นๆและร่วมลงรับประทานซากสัตว์ด้วยกัน   พบได้มากจิกและแย่งซากสัตว์กันตลอดระยะเวลา  วิธีการทำรังแล้วก็ออกไข่คล้ายกับนกแร้งประเภทอื่นๆทำรังช่วงเดือนพฤศจิกาถึงกุมภาพันธ์   ชอบอยู่จากที่เตียน ชานเมือง หากินตามลำห้วยใหญ่ๆ ในป่าเต็งรังรวมทั้งขว้างป่าเบญจพรรณ มีเขตผู้กระทำระจายพันธุ์จากอินเดียถึงภูมิภาคอินโดจีน   ในประเทศไทยเคยพบได้มาก แม้กระนั้นเดี๋ยวนี้เชื่อว่าสิ้นซากไปจากบ้านพวกเราแล้ว สมุนไพร
๓.อีแร้งเทาหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า  Gyps   himalaiensis  Hume   มีชื่อสามัญว่า Himalayan  griffon  vulture อีแร้งสีน้ำตาลหิมาลัย  ก็เรียก เป็นอีแร้งขนาดใหญ่มาก ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางราว ๑๒๒ เซนติเมตร มีลักษณะคล้ายอีแร้งปากเรียว แม้กระนั้นตัวใหญ่กว่ามากมาย เพศผู้และตัวเมียมีสีเช่นเดียวกัน ลำตัวด้านบนมีสีน้ำตาลอ่อนหรือน้ำตาลปนขาว ข้างล่างสีเนื้อปนสีน้ำตาลอ่อน มีลายขีดขนาดใหญ่สีขาว ขนรอบคอยาว  สีน้ำตาล มีลายขีดสีขาว พบได้มากอยู่โดดๆหรืออยู่เป็นคู่ หรือ  ๒-๓  ตัว   ตามทุ่งโล่งหรือป่าบนภูเขา มักร่อนเป็นวงกลมตามซอกเขาหรอภูเขาเพื่อหาอาหาร  เป็นนกที่หลงเข้ามา หรืออพยพมาในประเทศไทยช่วงนอกฤดูผสมพันธุ์   หายากและก็จำนวนน้อย เคยมีรายงานว่าเจอในกรุงเทพฯ และที่อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด จังหวัดประจวบเหมาะคิรีหมวด

12

ควาย
ควายบ้าน หรือ water buffalo (ที่เรียกแบบนี้เพราะควายไม่มีต่อมเหงือกสำหรับระบายความร้อนจากร่างกาย ก็เลยชอบอยู่กับน้ำ)
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus bubalis (Linnaeus)
จัดอยู่ในตระกูล Bovidae ปรับปรุงมาจากควายป่า
ชีววิทยาของควายป่า
ควายป่า หรือ wild water buffalo  มีลักษณะเด่น คือ เขายาว (มีความยาวเฉลี่ยราว ๑๕๐ ซม.) เมื่อตัดตามทางขวางจะเห็นเขาเป็นสามเหลี่ยม มีรูปร่างทั่วไปเหมือนควายบ้าน แต่ขนาดทุกส่วนมากกว่ามาก ถ้าหากยืนเทียบกับควายบ้านจะดูอย่างกับว่าพ่อกับลูก ความสูงที่ไหล่ของตัวผู้ราว  ๑.๘๐  เมตร น้ำหนัก  ๘๐๐-๑๒๐๐ กิโล โคนเขาดก วงเขากว้าง ปลายเขาแหลม ตอนล่างของเท้าสี่มีสีขาว คล้ายใส่ถุงเท้าขาว ใต้คอมีลายขาวเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมสันกว้าง ควายป่าเป็นสัตว์ที่ถูกใจอยู่เป็นฝูงใหญ่ๆควายในฝูงส่วนใหญ่เป็นตัวเมียแล้วก็เพศผู้ที่ยังมีอายุน้อย เมื่อเพศผู้แก่เยอะขึ้น มักปลีกตัวออกจากฝูงไปอยู่และก็หาเลี้ยงชีพสันโดษเป็นควายโทน ในฝูงหนึ่งมีจ่าฝูงสำหรับผสมพันธ์เพียงแค่ตัวเดียว ควายป่าถูกใจหากินตามป่ารวมทั้งท้องทุ่งไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เมื่อกินอิ่มและถูกใจนอนปลักโคนหรือนอนแช่น้ำในลำห้วย โคลนตมช่วยทำให้ สมุนไพร[/u][/b][/color] คุ้มครองปกป้องควายไม่ให้ยุ่งชำเลืองกัดเท่าไรนัก ควายป่ามีถิ่นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ภาคกึ่งกลางของอินเดีย จนกระทั่งเมืองอัสสัม พม่า และก็ ประเทศในแหลมอินโดจีนทั้งหมด และ ไทย ลาว เวียดนาม และก็เขมร รวมทั้งประเทศไทยเคยมีควายป่าชุมตามลำธารที่ราบต่ำธรรมดา (นอกจากภาคใต้) ปัจจุบันมีคงเหลืออยู่เฉพาะที่เขตรักษาจำพวกสัตว์ป่า ห้วยแข้งขา   จังหวัดอุทัยธานีเพียงแต่ที่เดียว มนุษย์จับควายป่ามาเลี้ยงเพื่อใช้งานแต่โบราณ ขนาดตัวของมันก็เลยเล็กลงเพราะว่าไม่กินอาหารแล้วก็บริหารร่างกายเสมือนควายป่า ควายที่มีสีผิวอ่อนหรือสีออกชมพูๆเรียก ควายเผือก (pink  buffalo)
                             
ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้น้ำนมควาย เขาควายเผือก และกระดูกควายเผือก เป็นเครื่องยา ดังต่อไปนี้
๑.นมควาย ได้จากเต้านมของควายบ้านเพศเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หนังสือเรียนยาคุณประโยชน์โบราณว่า นมกระบือมีรสหวาน ร้อน มีคุณประโยชน์แก้พรรณดึก ทำให้เจริญอาหาร โบราณใช้น้ำนมกระบือเป็นทั้งยังยากระสายยารวมทั้งเครื่องยา ยาขนานที่  ๖๖ ใน แบบเรียนพระโอสถพระนารายณ์ เข้า “น้ำนมควาย” (นมควาย) เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ  “น้ำนมแกะ” และก็เครื่องยาอย่างอื่นอีกหลายชนิด  (มองเรื่อง”แกะ”  หน้า  ๒๓๗-๒๓๘)
๒.เขาควาย ตำรายาคุณประโยชน์โบราณว่า เขาควายมีรสเย็น ควาย แก้สรรพพิษ แก้ร้อนใน ทำลายพิษ แก้พิษไข้ เป็นต้น พระคู่มือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า “เขาควายเผือก” (เขาควายเผือก) เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ อันว่าลักษณะกุมารเด็กหญิงใครกันแน่ เกิดขึ้นมาในวันจันทร์ วันพุฒ คลอดช่วงเวลาเช้าเวลาเที่ยงดีแล้ว ครั้นเมื่อแม่ออกมาจากเรือนไฟแล้วราวๆ ๓ เดือน จึงตั้งเกิดทรางน้ำทรางสะกอเจ้าเรือน เมื่อจะบังเกิดนั้น คือตั้งแต่คอถึงเพดานลุปากพวกหนึ่ง ชนิดหนึ่งกินนอกไส้ขึ้นมาจนถึงลิ้น ก็เลยกระทำให้ลงแดง ให้อยากดื่มน้ำ ให้เชื่อม ถ้าเกิดหมอวางยาชอบกุมารผู้นั้น จึงจะได้ชีวิตคืน ถ้าเกิดจะแก้ท่านให้เอา เขากระบือ ๑ เขาเบ็ญกานี ๑  สีเสียดทั้ง ๒  ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง น้ำประสานทอง ๑  กระเทียม ๑  รวมยา  ๘  สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน ทำเป็นจุณบดทำแท่ง ละลายน้ำจันทร์กิน แก้ลงท้องเพื่อทรางน้ำ พระตำราไกษยให้  “ยะประจำธาตุไกษยปลวก” ขนานหนึ่ง เข้า  “เขาควาย” เป็นเครื่องยาด้วย  ดังนี้ ยาประจำธาตุไกษยปลวก เอาเขาควายเผา ๑  ผลสบ้าเผา ๑ ปูนแห้งข้างเตาเผา ๑  สิ่งละ  ๑ ส่วน  พริกไทย  ๓  ส่วน ตำเป็นผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน แก้ไกษยปลวก แล้วก็ก้าวหน้าธาตุให้เป็นปรกติยอดเยี่ยมนัก ยาจีนใช้เขาควายแก้อาการหมดสติ และในโรคติดเชื้อแบบกระทันหันที่ทำให้จับไข้สูง รวมทั้งอาการเลือดออกเพราะว่าความร้อนข้างใน
๓.กระดูกควาย ยาไทยนิยมใช้  “กระดูกควายเผือก” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น  ยาแก้โรคเรื้อนกินกระดูก ใน พระคู่มือชวดาร ดังต่อไปนี้ ยาต้มแก้โรคเรื้อนกินกระดูกให้ขัดในข้อ   เอากระดูกช้าง  ๑   กระดูกแพะ  ๑   กระดูกกระบือเผือก  ๑   กระดูกสุนักข์ดำ  ๑  เถาวัวคลาน  ๑  ป่าช้าหมอง  ๑  หญ้าหนวดแมว  ๑  ยาเข้าเย็นเหนือ  ๑  ยาเข้าเย็นใต้  ๑  ยาทั้งนี้เอาเท่าเทียมกัน   ดองสุราก็ได้   ต้มก็ได้กินแก้พยาธิแลโรคเรื้อน

13

สมุนไพรพิกัดโกษฐ์
โกรธเป็นพิกัดเครื่องยาหมู่หนึ่งที่ใช้มากในไทย หนังสือเรียนโบราณเขียนชื่อพิกัดยาเหล่านี้ต่างกันออกไปหลายแบบ ในแผ่นจารึกหนังสือเรียนที่วัดราชโอรสสาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (แต่ครั้งท่านยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) กรุณาเกล้าให้จารึกไว้เป็นวิทยาทาน เมื่อทรงซ่อมแซมวัดนี้ใน พุทธศักราช ๒๓๖๔ มอบเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏชื่อพิกัดเครื่องยาไทยเดี๋ยวนี้เป็น โกด ทั้งหมด ดังเช่น (พิมพ์ตาตัวอักษรที่ปรากฏในแผ่นจารึก) ถ้าหากบุทคลใครกันแน่เจ็บป่วยเพื่อเสมหะ ปิตะ วาตะ สมุถานก็ดีแล้ว ทำให้หิวโหยหาแรงไม่ได้ ให้ระลอตเตอรี่ไป ให้ใจขุ่นหมองไม่ได้ชื่น ให้สวิงสวายหากำลังมิได้  ถ้าเกิดจะเอายานี้แก้ ยาชื่อมหาสมมิตร เอาโกดทั้งห้า เทียรห้า ตรีผลา จันทังสอง ลูกจัน ดอกจัน แขนวาน กานพูล ขิงแห้ง ดีปลี หญ้าแห้วหมู ไคร้เครือ เกษรบัวหลวง เกษรสารภี เกษรบัวเผื่อน เกษรบัวขม ดอกคำ ดอกผักตบ ดอกพิกุน เกสรบุนนาค ดอกสลิด สักขี ชลูด อบเชย ชะเอม ปริศนา ชะมดเชียง พิมเสน เอาเท่าเทียมกันทำเป็นจุณ เอาดีงูงูเหลือม เช่น้ำดอกไม้ประสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำตาลทรายก็ได้ น้ำแรมคืนก็ได้ กินแก้รส่ำรสายแลดับพิษไข้ทั้งปวง ทำให้บ้าให้เพ้อให้เชื่อมให้มัว แก้ลิ้นกระด้างคางแข็ง แลชูกำลังยิ่งนักฯ
ส่วนแผ่นจารึกตำราเรียนที่วัดพระเชตุพนบริสุทธิ์มังคลาราม(วัดโพธิ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จารึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน คราวที่ทรงบูรณะซ่อมแซมใหญ่เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๗๕ รวมทั้งคณะอาจารย์โรงเรียนหมอแผนโบราณได้สะสมพิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๕  ในตำราเรียนยาฯนี้บันทึกชื่อเครื่องยาในพักนี้เป็น โกฐ ทั้งหมด ได้แก่ศิลาจารึกที่ศาลา ๗ เสา ๖  แผ่น ๔ ดังนี้
ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ เกี่ยวกับลักษณะสันนิบาตอันเกิดขึ้นเพื่อดีรั่วนั้นเป็นคำรบ ๔  เมื่อจะเกิดขึ้นแก่บุคคลใดก็ดี ก็ทำให้ลงดุจรับประทานยารุ มูลนั้นเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ให้เคลิ้มไปหาสติไม่ได้ แลให้หิวโหยนัก บริโภคอาหารไม่อยู่ท้อง ให้สวิงสวาย ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ให้อุทธรลั่นอยู่เป็นนิจไม่ได้ขาด หากเเลลักษณะเป็นดังที่กล่าวผ่านมาแล้วมานี้ ฯ ถ้าจะแก้เอาสมออีกทั้ง ๓ มะขามป้อม ผลกระจู๋ม จันทน์ทั้ง ๒ โกญสอ โกฐเฉมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐน้ำเต้า กฤษณา กระลำพัก แก่นสน กรักขี แก่นประดู่ รากขี้กา ๒ ใบสันพร้ามอน ใบคนทีสอ รากกระทมือก รากทิ้งถ่อน รากผักหวาน ว่านน้ำ ไคร้หอม เท่าเทียมกันต้มตามแนวทางให้รับประทาน แก้สันนิบาตอันมีขึ้นเพื่อปิตตะสมุฏฐานโรค กล่าวอีกนัยหนึ่งดีรั่วนั้นหายยอดเยี่ยมนักฯสำหรับ หนังสือหมอแผนไทยแผนโบราณ ซึ่งเก็บโดยขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน กิตติขจร) เขียนชื่อเดี๋ยวนี้เป็น โกฏ ทั้งผอง อย่างเช่นยาแก้คอแห้งในตำราเล่ม ๓ เวลาที่ว่าด้วยเสมหะทุพพลภาพรวมทั้งยาแก้ ดังนี้ ยาแก้คอแห้งผาก แก้เสลดเหนียว แก้อ้วก เอาโกฏ ๕ เทียนทั้ง ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ว่านน้ำ พรมไม่ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง ลูกราชดัด ขิง พริกไทย บดละลายน้ำท่าแทรกเกลือกิน แก้คลื่นไส้ละลายน้ำลูกยอต้มรับประทาน
                     
ส่วนในหนังสือศาสตร์วัณ์ณนา – ตำราเรียนแพทย์แบบเก่า
ซึ่งเรียบเรียงโดยนายสุ่ม วรกิจไพศาล ตามตำราของพระยาเลิศศาสตร์ดำรง(หนู) ผู้เป็นบิดา บันทึกชื่อเครื่องยาหมู่นี้เป็น โกฏฐ์ ทั้งหมด อย่างเช่น ยาเทวดานิมิตรในเล่ม ๔ ดังนี้ ถ้าจะเอายาชื่อเทพนิมิตต์ขนานนี้ ท่านให้เอาโกฏฐ์สอ ๑ โกฏฐ์เชียง ๑ โกฏฐ์เขมา ๑ โกฏฐ์น้ำเต้า ๑ สมุลแว้ง ๑ อบเชย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ แก่นสน ๑ สักขีพยาน ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน ดอกลำดวน ๑ กระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน จันทน์ ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ แก่นพรม ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ดอกคำฝอย ๑ เลือดแรด ๑ สารส้ม ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน การบูร ๑ พริกไทย ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน แก่นแสมทะเล ๑๖ ส่วน เบ็ญจฉันล ตามพิกัด ทำเป็นผงแล้วเอาหญ้าแห้วหมูเป็นน้ำกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำแก่นไม้ต้มแทรกพิมเสนให้กิน แก้เลือดธรรมดาโทษอันมีขึ้นแต่กระดูกนั้นหายยอดเยี่ยมนักแล
ก็เลยมองเห็นได้ว่าตำราเรียนยาโบราณของไทยใช้ชื่อเครื่องในหมูนี้เป็น โกด โกฐ โกฏ หรือ โกฏฐ์ ไม่เหมือนกันไปตามแต่จะเขียน เรื่องยาพิกัดนี้ทุกชนิดเป็นของที่มีเกิดในต่างถิ่น และก็มีพ่อค้าฝรั่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนสมัยสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช (พ.ศ. ๒๑๗๕ – ๒๒๓๑) เนื่องจากว่าในตำราเรียนแพทย์แผนไทยซึ่ง ตำราเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ได้อ้างถึง ๒ เล่ม คือตำราโรคนิทาน และก็ตำรามหาโชตรัต มียาที่เข้าเข้าพิกัดนี้เยอะแยะหลายขนาน รวมถึงใหหลายขนานในแบบเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์เอง แต่ว่าชื่อเครื่องยาหมู่นี้ควรจะเขียนคืออะไร มีที่มาและความหมายอย่างไร นอกจากนั้นเครื่องยาหมู่นี้บางชนิดเป็นอย่างไร มีแหล่งที่มาอย่างไรอย่างเป็นข้อพิพาทที่ยังหาบทสรุปไม่ได้
สิ่งที่ทำให้เกิดคำ โกษฐ์
โกษฐ์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ . ๒๕๔๒ เลือกเก็บคำ โกฐ ไว้โดยนิยามดังนี้ โกฐ (โกด) น. ชื่อยาสมุนไพรพวกหนึ่ง ได้จากส่วนต่างๆของพืช มีหลายอย่าง ตำรายาแผนโบราณเขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี (เปรียญโกฏฐ) คำ โกฐ ที่ราชบัณฑิตยสถาน (โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางบาลี-สันสกฤต) เลือกเก็บไว้นั้น มีในภาษาสันสกฤตจริง แต่ว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกสมุนไพรประเภทหนึ่งซึ่งแพทย์แผนไทยเรียกโกฐกระดูก (kut หรือ kuth ) จึงน่าจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดการเลือกเก็บคำ โกฐ ของราชบัณฑิตยสถาน อย่างไรก็แล้วแต่ คำ โกฐ นี้มีความหมายว่าโรคเรื้อน ส่วนคำ โกฏฐ ในภาษาบาลีมีความหมายว่า ลำไส้ พุง คำอีกทั้ง ๒ คำนี้ ไม่น่าจะเป็นชื่อพิกัดเครื่องยาสมุนไพร ยิ่งกว่านั้น คำที่อ่านออกเสียงว่า โกด เขียนได้อีกหลายแบบ แม้กระนั้นก็บอกคำจำกัดความที่ไม่เหมือนกัน อาทิเช่น
โกส แปลว่า ผอบ; มีความหมายว่าซูบผอมมาตราวัดความยาวพอๆกับ ๕๐๐ ชั่ว
โกฏิ มีความหมายว่า ๑๐ ล้าน
โกษ หมายความว่า อัณฑะ
สมุนไพร โกศมีความหมายว่า ที่ใส่ศพนั่ง , ที่ใส่กระดูกผี ฝัก , กระพุ้ง, คลัง คำที่ออกเสียง โกด ที่ใช้เรียกชื่อรวมทั้งพิกัดเครื่องยาสมุนไพรควรจะเขียนยังไงนั้น คงสืบหาที่มาของคำนี้ แล้วเขียนให้ถูก ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับคำในภาษาเดิมให้มากที่สุด เพื่อคงความหมายเดิมให้สูงที่สุด น่าสังเกตว่า เรื่องยาสมุนไพรพิกัดมีทั้งหมดเป็นเครื่องยาเทศหรือเครื่องยาจีน เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันว่าเป็นของดีและใช้กันมาในประเทศถิ่นเกิดและก็ประเทศใกล้เคียง และก็คำที่ออกเสียงแบบนี้ในภาษาไทยไม่มีคำไหนที่มีความหมายเกี่ยวกับยาหรือการบำบัดรักษาเลย คำนี้ก็เลยน่าจะเป็นคำในภาษาอื่น อาจเป็นภาษาจีนหรือภาษาแขก เนื่องจากว่าอายุรเวทซึ่งปรับปรุงขึ้นในชมพูทวีปแล้วก็การแพทย์แผนจีนมีผลกระทบอย่างสูงในการพัฒนาการแพทย์ทางด้านการแพทย์และก็เภสัชกรรมแผนหมอแผนไทยมาแต่ว่าโบราณ แต่ว่าคำที่ออกเสียงตัวสะกดแม่กดนั้นไม่มีใช้ในภาษาจีน ด้วยเหตุดังกล่าว คำที่ออกเสียง โกด ก็เลยคงจะมีที่มาจากภาษาท้องถิ่นใดในประเทศอินเดียหรืออิหร่านในคู่มืออายุรเวทของอินเดีย มีคำ kuth หรือ kuth root เป็นชื่อเครื่องยาในภาษาท้องถิ่นของดินแดนกัษมิระ และก็หนังสือเรียนฯว่ามีรากศัพท์มาจากคำ kusta ในภาษาประเทศอิหร่านหรืออิหร่าน ส่วนภาษาสันสกฤตเป็น kushta ภาษาฮินดีแล้วก็เบงกาลีเป็น kut ภาษาดุร้ายเป็น kostum หรือ goshtam แบบเรียนยาไทยเรียกเครื่องยาชนิดนี้ว่า โกษฐ์กระดูก (costus) จึงได้ข้อยุติในในขั้นต้นว่าคำ โกษฐ์ นี้น่าจะมาจากภาษาเปอร์เซีย รวมทั้งคำนี้สื่อความหมายเช่นไร
ความหมายของคำ โกษฐ์
เมื่อคำ โกษฐ์ เป็นคำในภาษาอิหร่าน ก็เลยต้องค้นหาความหมายของคำในภาษาเปอร์เซีย โดยเฉพาะคำในภาษาดังที่กล่าวถึงมาแล้วที่ใช้กับยาบำบัดโรคในคัมภีร์อูนานิ (Unani) แพทย์โอนาไม่ภายหลังที่ได้พยายามค้นหาความหมายของคำนี้มาเป็นเวลานานหลายสิบปี เมื่อไม่นานนี้เองก็เลยได้เจอคำนี้ในหนังสือเก่าชื่อ ตำรายาที่การแพทย์ทิศตะวันออกของหมูแฮมดาร์ด (Hamdard Pharmacopoeia of Eastern Medicine) เรียบเรียงคำแนะนำของสภาที่ปรึกษาทางเภสัชศาสตร์ที่หมูแฮมดาร์ด (The Pharmaceutical Advisory Council of Hamdard) มีนาย ฮะกิม อับดุล ฮาเมด (Hakim Abdul Hamed) เป็นประธาน และก็นายฮากิม โมฮัมเมด ซาเหนื่อย (Hakim Mohammed Said) เป็นบรรณาธิการ (หนังสือมิได้กำหนดปีที่พิมพ์แล้วก็สถานที่พิมพ์) ในแบบเรียนดังที่กล่าวถึงมาแล้ว ๒๒๒ มียาหมวดหนึ่งเรียก kushta เขียนไว้ดังนี้
kushta is the past participle of kushtan (Persian for to kill) kushta therefore means killed or conquered In the Tibbi terminology kushta is employed for a medicine that used in small quantities and one that is immediately effective A kushta is a blend of metallic oxides , non-metals and their compounds, or minerals The ingredients are oxidized through the action of heat-a process that is rather specialized.The preparation of kushta results in the efficacy of a medicine and, after effecting its entry into the body the kushta discharges its curative role promptly and effectively.
ก็เลยสรุปได้ว่า คำนี้เป็นคำในภาษาอิหร่าน หมายความว่า ฆ่า ปราบ กำจัด ทําให้หายไป เทียบเคียงเสียงเป็น kushta และก็ควรเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า โกษฐ์ จึงจะตรงกับคำในภาษาเดิมสูงที่สุด แล้วก็ให้คำจำกัดความที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ คำ โกษฐ์ นี้คงจะเข้ามาสู่อาณาจักรสยามพร้อมๆกับวัฒนธรรมอื่นๆของเปอร์เซีย และก็การแพทย์โบราณแห่งประเทศสยามคงจะยืมคำนี้มาใช้เรียกเครื่องยาหลายแบบ ซึ่งแม้จะใช้เพลงปริมาณเล็กน้อย แต่ว่าก็ทรงพลังสำหรับเพื่อการบำบัดโรคในตอนระยะเวลาสั้นๆ
โกษฐ์ที่ใช้ในยาไทย
แพทย์แผนไทยรู้จักในเครื่องยาจีนรวมทั้งเครื่องยาเทศหลายชนิดในยาไทย การแสดงให้มองเห็นภูมิปัญญาอันฉลาดเฉลียวปราดเปรื่องของบรรพบุรุษไทยที่รู้จักใช้ของดีๆของฝรั่งในยาไทย เครื่องยาเหล่านี้หลายแบบเรียก โกษฐ์ โดยจัดเป็นพิกัดตัวยาเป็น โกษฐ์ทั้งยัง ๕ โกษฐ์ ทั้งยัง ๗ โกษฐ์  ๙ รวมทั้งโกษฐ์พิเศษ นอกนั้นยังมีกดอีกหลายประเภทที่มิได้จะเข้าเอาไว้ในพิกัดตัวยาเรียกโกษฐ์นอกพิกัด
ตารางที่๒ เครื่องยาในพิกัดโกษฐ์
เครื่องยา                ชื่อพฤษศาสตร์ของที่มา สกุล             ส่วนของพืช
โกษฐ์เชียง              Angelica sinensis (Oliv.) Diels      Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์สอ Angelica dahurica (Fisch. Ex Hoffm.)
Benth. Hook.f. ex France&Sav.  Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์หัวบัว            Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong                Umbelliferae     เหง้าแห้ง
โกษฐ์เฉมา    Atractylodes lancea (Thunb.) DC.              Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์จุฬาลัมพา    Artemisia annua L.           Compositae        ใบแล้วก็เรือนยอดที่-มีดอก
โกษฐ์ก้านพร้าว     Picrorhiza kurrooa Royle ex Benh.            Scrophulariaceae             เหง้าแห้ง
โกษฐ์กระดูก          Saussurea lappa Clarke  Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์พุงปลา         Terminalia chebula Retz.               Combretaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อนและใบ
โกษฐ์ชฎามังษี       Nardistachys grandiflora DC.       Valerianaceae   รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกษฐ์กะเกลือก        Strychnos nux-vomica L.               Loganiaceae       เม็ดแก่จัดเหง้าแห้ง
โกษฐ์กรักกรา        Pistacia chinensis Bunge spp. Integerrima (Stew. Ex Brandis) Rech.f.        Anacardiaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อน
โกษฐ์น้ำเต้า           Rheum officinale Baill. หรือ R.palmatum L. หรือ R. tanguticum (Maxim.) Maxim. Ex Regel  Polyganaceae    รากและเหง้าแห้ง
โกฐทั้ง  ๕ (เบญจโกษฐ์)  เป็นพิกัดเครื่องยาไทยดังเช่น โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา และก็โกษฐ์จุฬาลัมพา แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาพักนี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสลด แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงเลือด และแก้ลมในกองธาตุ โกษฐ์อีกทั้ง ๕ นี้เป็นเครื่องยาจีนที่มีขายในประเทศไทยมาแม้กระนั้นโบราณ ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเครื่องยาที่ใช้มากมายอีกทั้งในอดีตแล้วก็ยาไทย
โกษฐ์ ทั้งยัง  ๗ (สัตตโกษฐ์)  เป็นพิกัดตัวยา มีเรื่องยา ๗ ประเภท เป็นโกษฐ์ทั้ง (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา รวมทั้งโกษฐ์จุฬาลัมพา ) โกษฐ์ก้านพร้าว แล้วก็ โกษฐ์กระดูกอีก ๒ จำพวก ตำราเรียนโมคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้โรคหืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก บำรุงกำลัง บำรุงเลือด แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก รวมทั้งบำรุงกระดูก
โกษฐ์อีกทั้ง  ๙ (เนาวโกษฐ์)
เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยโกษฐ์ทั้งยัง๗ (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา รวมทั้งโกษฐ์จุฬาลัมพา โกษฐ์ก้านพร้าว โกษฐ์กระดูก) กับ โกษฐ์ชฎามังษีรวมทั้งโกษฐ์ท้อง
โกษฐ์พิเศษ
มีเครื่องยา ๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น โกษฐ์กะเกลือก โกษฐ์กักกรา และก็โกษฐ์น้ำเต้า พิกัดโกษฐ์นี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้โรคในปากในคอ ขับพยาธิ แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้ในกองอติสาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมในไส้ แก้โรคหนองใน ขับระดูร้าย เพื่อช่วยให้ผู้เรียนวิชาการปรุงยาแผนไทยจำชื่อโกษฐ์ทั้งหมดได้ มหากัน สิกขรชาติ ได้เขียนกลอนช่วยจำเกี่ยวกับโกษฐ์ชนิดต่างๆในพิกัดยาไทยเรียงเป็นลำดับดังต่อไปนี้
เชียงสอขอหัวบัว เขมาชั่วช้าลักจุฬา
ก้านพร้าวเผากระดูก พุงปลาปลูกในชฎา
กะกลิ้งและก็กรักกรา โกษฐ์น้ําเต้าตามสาเหตุ
โกษฐ์เชียง
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels วงศ์ Umbelliferae คำว่า เชียง แปลได้หลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น มีความหมายว่าคนที่มาจากเมือง หรือเมือง (ที่อยู่ชายน้ำ) ก็ได้ แต่ว่าในที่นี้แปลว่า (มาจาก) ที่สูง มีชื่อพ้อง Angelica polymorpha Maxim. var. sinensis Oliv.จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ตังกุย มีชื่อสามัญว่า Chinese angelica พืชที่ให้โกษฐ์เชียงเป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปีสูง ๔๐-๑๐๐ ซม. ร่างอวบครึ้ม รูปทรงกระบอก แยกเป็นรากแขนงหลายราก มีกลิ่นหอมสดชื่นแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง สีเขียวอมม่วง ใบหยักลึกแบบขนสามชั้น รูปไข่ (ตามแนวเส้นรอบนอก) ขนาดกว้าง ๒๕ ซม. ยาว ๓๐ ซม. แฉกใบมีก้านเห็นได้ชัดเจน
รูปไข่ถึงรูปใบหอก แกมรูปไข่ กว้าง ๐.๘-๒.๕ ซม. ยาว ๒-๒.๓ ซม. ขอบหยักฟันเลื่อยแบบไม่บ่อยนัก มักแยกเป็นแฉกย่อย ๒-๓ แฉก แผ่นใบเรียบ (เว้นเสียแต่รอบๆเส้นใบ) ก้านใบยาว ๕-๒๐ ซม. โคนแผ่นเป็นกาบแคบๆสีอมม่วง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่งหรือออกข้างๆตามซอกใบ ก้านช่อยาว ๘-๑๐ ซม. ใบประดับประดามี ๐-๒ ใบ รูปแถบ มีช่อซี่ร่มย่อยขนาดแตกต่างกัน ๑๐-๓๐ ช่อ ใบประดับย่อยมี ๒-๔ ใบ รูปแถบ ยาวได้ถึง ๕ มม. ช่อซี่ร่มมีดอกย่อยสีขาว (บางเวลาสีแดงอมม่วง) ๑๓-๓๕ ดอก กลีบเลี้ยงฝ่อ รูปไข่กลับ ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบรอยแผลปีกยื่นออก ผลได้ผลแบบผักชี ข้างล่างแบนข้าง รูปขอบขนานแกมรูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๓-๔ มิลลิเมคร ยาว ๔-๖ มม. สันด้านล่างหนาแคบ ด้านข้างมีปีกบาง กว้างราวความกว้างของผล มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่ว่ามี ๒ ท่อตรงแนวเชื่อม พืชประเภทนี้มีเขตการกระจายพันธุ์ในป่าดงดิบ ตามภูเขาสูงทางภาคกึ่งกลางของเมืองจีน เป็นรอบๆมณฑลกานซู หูเปย์ ซานซี ซื่อเชื้อเชิญ (เสฉวน) และก็หยุนดกน (ยูนนาน) เจอขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๐๐-๓๐๐๐ เมตร มีดอกในมิ.ย.ถึงกรกฎาคม สำเร็จในกรกฎาคมถึงกันคุณยายน พืชชนิดนี้ถูกปรับปรุงสายพันธุ์เป็นพืชพืชปลูกในจีนมานานนับพันปีแล้ว ปัจจุบันนี้ปลูกเป็นพืชอาสินในประเทศจีน ญี่ปุ่น เกาหลี และเวียดนาม
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้ง แบบทรงกระบอก ปลายแยกเป็นกิ้งก้าน ๓-๕ กิ้งก้าน หรือมากกว่า ยาว ๑๕-๒๕ ซม. เปลือกนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาล มีรอยย่นตามแนวยาว รอยช่องอากาศตามแนวขวาง ผิวไม่เรียบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕-๔ ซม. มีแอนนูลัส ปลายมนและกลม มีร่องรอยส่วนโคนต้นแล้วก็จากใบสีม่วงหรือสีเขียวอมเหลือง รากกิ้งก้าน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางสูงสุด ๐.๓-๑ เซนติเมตร ตอนบนครึ้มตอนล่างเรียวเล็ก โดยมากบิด มีแผลที่เกิดขึ้นมาจากรากฝอย เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกรากหนา มีร่องแลกจุดเยอะแยะ ส่วนเนื้อรากสีจางกว่า มีวงแคมเบียมสีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมยวนใจแรง รสหวาน ฉุน และก็ขมบางส่วน
ชาวจีนนิยมใช้ โกษฐ์เชียง เป็นเครื่องยาในยาขนาดต่างๆเยอะมาก ด้อยกว่าก็แม้กระนั้นชะเอม (licorice) เท่านั้น จีนใช้ขวดเชียงต่างกันคือ รากหลักที่จีนเรียก (ตัง) กุยเท้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากกิ่งก้านสาขาน้ำจีนเรียก (ตัง) กุยบ๊วย (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาขับประจำเดือน แพทย์แผนจีนใช้เครื่องยาประเภทนี้ในยาเกี่ยวกับโรคเฉพาะสตรี เช่น ยาขับรอบเดือน ยาโรคตีขึ้น แก้ไข้บนกระดานไฟ เกี่ยวกับอาการเลือดออกทุกประเภท แก้หวัด แก้ท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด ขนาดที่ใช้คือ ๓-๙ กรัม สตรีจีนนิยมใช้โกษฐ์เชียงเป็นยากระตุ้น อวัยวะเพศ เพื่อให้ปฏิบัติผัวได้ดีและก็เมื่อมีให้มีลูกดก โกษฐ์เชียงที่ขายตามร้านขายยาเครื่องยาสมุนไพรมักเป็น(ตัง) กุยบ๊วย ตำราบริบูรณ์ยาโบราณว่าโกษฐ์เชียงมีกลิ่นหอมยวนใจ รสหวานขม แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง โกษฐ์นี้เป็นโกษฐ์ในพิกัดโกษฐ์ทั้ง ๕ โกษฐ์อีกทั้ง ๗ แล้วก็โกษฐ์ทั้งยัง ๙ โกษฐ์เชียงน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวปริมาณร้อยละ ๐.๑-๐.๓ ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารเชฟโรล (safrole) สารไอโซเซฟโรล (isosafrole) สารคาร์วาครอคอยล (carvacrol) ฯลฯ เว้นเสียแต่น้ำมันระเหยง่ายแล้วยังมีสารอื่นๆอีกหลายอย่าง ได้แก่ สาร ไลกัสติไลค์ (ligustilide) กรดเฟรูลิก (ferulic acid) กรด เอ็น-วาเลอโรฟีโนน-โอ-คาร์บอกสิลิก(n-valerophenone-O-carboxylic acid)
โกษฐ์สอ
เป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Fisch ex Hoffm.) Benth & Hook.f. ex Franch , Sav. ในวงศ์ Umbelliferaeมีชื่อพ้องหลายชื่อ เป็นต้นว่า Callisace dahurica Franch & Sav., Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai &Kitag.,Angelica tschiliensis H.Wolff คำ สอ เป็นภาษาเขมรแปลว่าขาว หนังสือเรียนโบราณลางเล่มเรียกเครื่องยานี้ว่า โกษฐ์สอจีน จีนเรียก ป๋ายจื่อ (สำเนียงแมนดาริน) เปะจี๋ (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีชื่อสามัญว่า Dahurain angelica พืชที่ให้โกษฐ์สอเป็นไม้ล้มลุกอายุนับเป็นเวลาหลายปี สูง ๑.-๒.๕๐ เมตร รากอวบใหญ่ เนื้อแข็ง รูปกรวยยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๕ ซม. บางทีอาจยาวได้ถึง ๓๐ ซม. หรือมากยิ่งกว่า อาจแยกกิ้งก้านตรงปลาย มีกลิ่นหอมสดชื่นแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง อวบสั้น โคนต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๕ ซม. (หรือมากยิ่งกว่า) มีสีม่วงแต้มนิดหน่อย ใบเป็นใบประกอบแบบขน หรือหยักลึกแบบขน ๓ ชั้น แผ่นใบรูปไข่แกมสามเหลี่ยม (ตามแนวเส้นรอบนอก) กว้างถึง ๔๐ เซนติเมตร ยาวถึง ๕๐ เซนติเมตร แฉกใบไม่มีก้าน รูปรีแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๔ เซนติเมตร ยาว ๔-๑๐ เซนติเมตร ปลายแหลม โคนเป็นครีบเล็กน้อย ขอบหยักฟันเลื่อยห่างๆก้านใบยาว โคนแผ่เป็นปีก ใบด้านบนรถยนต์รูปเหลือเพียงแค่กาบที่แทบไม่มีแผ่นใบ ดอกเป็นดอกช่อซี่ร่มย่อยขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลาง ๑๐-๓๐ ซม. สีขาว ใบเสริมแต่งมี ๐-๒ ใบ คล้ายก

14

สมุนไพรเครื่องปรุง(คณาเภสัช)
ชนิดส่วนเดียวกันของพืชมากกว่า ๑ ประเภทใช้ด้วยกัน เครื่องปรุงนี้ส่วนใหญ่เป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ ชนิดเป็นชนิดมีชื่อเช่นกันแต่ต่างบ้านต่างเมืองที่เกิด ประเภทมีชื่อเช่นเดียวกันแตกต่างสีกัน จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ว่าต่างขนาดกัน จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันผิดแผกแตกต่างจำพวกกัน แล้วก็จำพวกมีชื่อเช่นเดียวกันแต่ต่างรสกัน

(คณาเภสัช)
ครอบอีกทั้ง ๓ – ต้น บำรุงโลหิตและขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบทั้ง ๓ – ราก แก้ลมและดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ผอมบางเหลือง ชูกำลัง
ชบาทั้ง ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยของกิน ทำให้ของกินมีรส
ตุมกาทั้งยัง ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสมหะ บำรุงธาตุไฟ ให้ทราบรสอาหาร ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
สมุนไพร ตุมกาทั้ง ๒ – ราก แก้พิษงู ถอนพิษงู
ตุมกาอีกทั้ง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ถอนพิษงู
เถามวกทั้งยัง๒ – เถา แก้ท้องร่วง แก้ลงแดง บำรุงเลือด
มะแว้ง ๒ – ผล แก้เสมหะ และขับเสมหะให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสลด ขับปัสสาวะ
เสม็ด ๒ – ใบ แก้เคล็ดลับยฟกบวม แก้ปวดท้อง หางกระรอกอีกทั้ง ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลอีกทั้ง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสมหะและเลือด

15
อื่นๆ / สัตววัตถุ เเพะ
« เมื่อ: 24-11-2017 , 17:52:21 »

แพะเป็นสัตว์เลือดอุ่น
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Capra hircus Linnaeus
จัดอยู่ในตระกูล Bovidae
มีชื่อสามัญว่า  goat
ชีววิทยาของแพะ
แพะเป็นสัตว์ที่มีรูปร่างคล้ายแกะ  แต่มีลักษณะที่ไม่เหมือนกันที่เห็นได้ชัด  คือ
๑.แพะมีเคราใต้คาง ส่วนแกะไม่มี
๒.แพะตัวผู้มีต่อมกลิ่นสาบที่ใต้โคนหาง กลิ่นสาบจะกระจัดกระจายจากต่อมนี้ไปทั่วตัว เรียกกันว่า “กลิ่นแพะ” ส่วนแกะไม่มีต่อมกลิ่นดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
๓.แพะไม่มีต่อมกลิ่นที่หว่างกีบ แม้กระนั้นแกะมีต่อมกลิ่นดังที่กล่าวถึงมาแล้ว
๔.แพะมักมีเขาคล้ายกระบี่ โค้งไปด้านหลัง แกะมักมีเขาม้วนกลับไปใต้หู แต่ก็ไม่เป็นเช่นนี้เสมอไป
๕.แพะมักมีขนเป็นเส้นตรงๆ ส่วนมากเป็นขนสั้นๆแต่ว่าลางจำพวกที่เลี้ยงไว้บนที่สูงอาจมีขนยาว แต่แกะมีขนม้วนครึ้มไปทั้งตัว
 แพะบ้านที่เลี้ยงกันทั่วๆไปมีพัฒนาการมาจากแพะป่า ( wild  goat)  ซึ่งมีความสูง  ๗๐-๑๐๐  เซนติเมตร เขายาวโค้งไปข้างหลัง  ยาวราว  ๘๐-๑๓๐  ซม.  โค้งด้านบนคมรวมทั้งหยักเป็นคลื่น ตัวเมียมีเขาสั้น ยาวราว  ๒๐-๓๐  เซนติเมตร เขาโค้งบางส่วน ตัวผู้มีเคราใต้คาง ไม่พบว่าตัวเมียมีเคราใต้คาง พบแพร่ตามเกาะต่างๆของประเทศกรีซ ถึงตุรกี อิหร่าน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของอัฟกานิสถาน โอมาน ปากีสถาน รวมทั้งรอบๆใกล้เคียงในอินเดียในปัจจุบันมีการเลี้ยงแพะบ้านกันในหลายประเทศ  บางประเทศเลี้ยงเพื่อเอาขน แม้กระนั้นต้องเลี้ยงบนที่ราบสูงที่มีอากาศหนาวเย็น บ้างก็เลี้ยงไว้กินนม บ้างก็เลี้ยงไว้กินเนื้อ คนมุสลิมชอบรับประทานเนื้อแพะมาก

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้เขาแพะและน้ำนมแพะเป็นเครื่องยา บางขนานใช้นมแพะเป็นน้ำกระสายยาน้ำนมแพะได้จากเต้านมของแพะตัวเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า นมแพะมีรสหวาน ฝาด เย็น มีสรรพคุณแก้โลหิต แก้โรคหืดไอ แก้ท้องร่วง

หน้า: [1] 2